มาแนะนำวิธีการหาซื้อลู่วิ่งมาใช้ที่บ้านกันครับ ทราบกันดีว่าเวลาเราไปเดินตามห้างใหญ่ๆเพื่อเลือกซื้อลู่วิ่ง หรืออุปกรณ์กีฬาอื่นๆนั้น มันมีให้เลือกหลายราคาซะเหลือเกิน แถมคนขายก็เยอะ คอยเชียร์เครื่องนั้นเครื่องนี้จนปวดหัวไปหมด บางทีก็เผลือซื้อมาเพราะหลวมตัวซื้อก็เคยเป็นสำหรับผู้อ่านบางท่าน เรามาเข้าเรื่องวิธีการเลือกซื้อกันเลยดีกว่าครับ เดี๋ยวมันจะไปกันใหญ่ ตามหัวข้อด้านล่างนี้เลยครับ !! มีอะไรเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจเลือกซื้อลู่วิ่งสักเครื่องบ้างครับ ลองมาฟังทางนี้กันครับ ในมุมมองของช่างอย่างผม fitnessservice โครงสร้างขนาดและน้ำหนัก – ควรเลือกดูลู่วิ่งที่มีโครงสร้างแข็งแรง เหมาะกับคนที่จะใช้งานครับ เช่นถ้าท่านตัวใหญ่ ก็ควรจะใช้ลู่วิ่งมีขนาดใหญ่ ถ้าท่านตัวเล็กก็เลือกลู่วิ่งที่เล็กลงมาหน่อย (ความกว้างของสายพานนะครับ) เพราะว่าราคามันต่างกัน
กำลังของเครื่องมอเตอร์ - ให้เลือกซื้อลู่วิ่งที่มีกำลังแรงม้าเหมาะสมกับขนาดร่างกายของท่านเช่นเดียวกัน ตามแรงม้าของมอเตอร์ครับ มอเตอร์จะมี 2 แบบคือ AC กับ DC ถ้าท่านใช้งานหนักให้เลือกมอเตอร์แบบ AC เท่านั้น ถ้าใช้ตามบ้านก็ DC ครับ เพราะมีราคาถูกกว่า และปลอดภัยกว่า ส่วนแรงม้าที่แนะนำกลางๆก็ระหว่าง 1.5 - 2.0 แรงม้าครับ พวกที่ใช้มอเตอร์ที่เบากว่านี้ ต้องอาศัยแรงขาช่วยลู่วิ่งครับกำลังขับเคลื่อนอาจจะไม่พอ
โปรแกรมในลู่วิ่ง - อันนี้ถ้าตามบ้านก็อาจจะใช้แบบที่ไม่ต้องมีโปรแกรมอะไรครับ แต่ถ้าเป็นในฟิตเนสก็อาจจะต้องมีโปรแกรมหลากหลายหน่อย มีทั้งแบบวิ่งที่ราบ ขึ้นเขา วิ่งแบบ interval วิ่งแบบเพื่อลดน้ำหนักและอีกสาระพัดรูปแบบ บางทีก็สามารถโปรแกรมได้ทั้งความชัน เวลา รวมทั้งบันทึกประวัติการออกกำลังกายของคุณได้ด้วย แต่อย่าลิมว่ายิ่งมี option มากเท่าไรก็แพงมากขึ้นเท่านั้นแล้วแต่ความชอบ และเงินในกระเป๋าครับ
ความราบรื่นไม่สะดุด - เมื่อเราปรับความเร็วของลู่วิ่ง ก็ควรจะทำได้ราบรื่นขณะวิ่ง ไม่สะดุดหรือลื่นไหล อันนี้ขึ้นอยู่กับการตั้งสายพานด้วยครับ ความสามารถของช่างในการประกอบด้วย
บริการหลังการขาย – อันนี้สำคัญครับ เช่นหากเกิดปัญหาบริการดีแค่ไหน มาดูเครื่องให้ทันใจมั้ย การประกอบของช่าง การลงน้ำมัน (สำคัญมาก) หรือการดูแลเครื่องอื่นๆ ต้องหาบริษัทที่ไว้ใจได้ และมีชื่อเสียงด้านนี้ครับ ซึ่งมีอยู่ไม่กี่บริษัทเท่าที่ผมซ่อมเครื่องมา ต้องโทรมาคุยครับ หรือส่งเมมาได้ จะแนะนำบริษัทดีๆให้ครับ ส่วนเครื่องมือสอง ถ้ามีคนขายผมจะเอามาลงให้ครับ
วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
ความเร็วในการฝึกเวท
ความเร็วในการฝึกนับเป็นสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญกับการพัฒนาสมรรถภาพแบบแอนแอ โรบิค เบลล์ (Bell, Peterson, Arthur – Quinsney, & Wenger, 1989) ได้ทำการศึกษาถึงผลของความเร็วในการฝึกความแข็งแรง ที่มีต่อค่า พลังแบบแอนแอโรบิค โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชาย จำนวนทั้งสิ้น 18 คน ฝึกความเร็วต่ำ กับความเร็วสูง ทำการฝึก 4 วัน / สัปดาห์ เป็นเวลา 5 สัปดาห์ พบว่า การฝึกทั้งแบบความเร็วต่ำ และความเร็วสูง ไม่มีอิทธิพลต่อการเพิ่ม พลังแบบแอนแอโรบิค และพบว่าความแข็งแรงแบบไอโซไคเนติค (Isokinetic) มีความสัมพันธ์กันอย่างสูงกับค่าพลังแบบแอนแอโรบิค
นอกจากนี้จากการศึกษาของ ปิยพงษ์ รองหานาม (2531) ทำการศึกษาเกี่ยวกับผลของการฝึกกล้ามเนื้อแบบ ไอโซโทนิค ด้วยความเร็วต่างอัตรา ที่มีต่อความสามารถในการยืนกระโดดในแนวดิ่ง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาชาย จากวิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดมหาสารคาม จำนวน 30 คน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มทดลอง มีค่าเฉลี่ยของอายุ น้ำหนัก ส่วนสูง และความสามารถในการยืนกระโดดในแนวดิ่งก่อนการฝึกใกล้เคียงกัน กลุ่มทดลองที่ 1 ฝึกยกน้ำหนักที่ 70 % 1 RM ด้วยความเร็ว 8 ครั้งใน 10 วินาที กลุ่มทดลองที่ 2 ฝึกยกน้ำหนักที่ 70 % 1 RM ด้วยความเร็ว 8 ครั้งใน 15 วินาที ฝึก 3 วัน/สัปดาห์ ใช้เวลาในการฝึกทั้งสิ้น 10 สัปดาห์
ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการยืนกระโดดในแนวดิ่งของกลุ่มทดลองทั้ง 2 กลุ่มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ยังพบว่า ความสามารถในการยืนกระโดดในแนวดิ่งของกลุ่มทดลองที่ 1 สูงกว่ากลุ่มทดลองที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
จะเห็นได้ว่าผลของการวิจัยยังค่อนข้างจะขัดแย้งกันอยู่ ทำให้ไม่สามารถสรุปได้ว่า การฝึกกล้ามเนื้อที่ความเร็วสูง หรือความเร็วต่ำ อย่างใดที่มีผลต่อการพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานแบบแอนแอโรบิคได้ดีกว่ากัน
นอกจากนี้จากการศึกษาของ ปิยพงษ์ รองหานาม (2531) ทำการศึกษาเกี่ยวกับผลของการฝึกกล้ามเนื้อแบบ ไอโซโทนิค ด้วยความเร็วต่างอัตรา ที่มีต่อความสามารถในการยืนกระโดดในแนวดิ่ง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาชาย จากวิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดมหาสารคาม จำนวน 30 คน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มทดลอง มีค่าเฉลี่ยของอายุ น้ำหนัก ส่วนสูง และความสามารถในการยืนกระโดดในแนวดิ่งก่อนการฝึกใกล้เคียงกัน กลุ่มทดลองที่ 1 ฝึกยกน้ำหนักที่ 70 % 1 RM ด้วยความเร็ว 8 ครั้งใน 10 วินาที กลุ่มทดลองที่ 2 ฝึกยกน้ำหนักที่ 70 % 1 RM ด้วยความเร็ว 8 ครั้งใน 15 วินาที ฝึก 3 วัน/สัปดาห์ ใช้เวลาในการฝึกทั้งสิ้น 10 สัปดาห์
ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการยืนกระโดดในแนวดิ่งของกลุ่มทดลองทั้ง 2 กลุ่มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ยังพบว่า ความสามารถในการยืนกระโดดในแนวดิ่งของกลุ่มทดลองที่ 1 สูงกว่ากลุ่มทดลองที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
จะเห็นได้ว่าผลของการวิจัยยังค่อนข้างจะขัดแย้งกันอยู่ ทำให้ไม่สามารถสรุปได้ว่า การฝึกกล้ามเนื้อที่ความเร็วสูง หรือความเร็วต่ำ อย่างใดที่มีผลต่อการพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานแบบแอนแอโรบิคได้ดีกว่ากัน
วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2554
สารต่างๆที่มีผลต่อการฝึกเวท
สารต่างๆ ที่ร่างกายดูดซึมเข้าไป บางชนิดมีผลต่อ พลัง และสมรรถภาพแบบแอนแอโรบิค ดังเช่นงานวิจัยของ ฮอฟแมนส์ (Hoffman, Stavsky & Falk, 1995) ได้ทำการศึกษาถึงผลของการจำกัดน้ำ ที่มีต่อค่า พลังแบบแอนแอโรบิค และความสูงของการกระโดดในแนวดิ่งในนักกีฬาบาสเกตบอล กลุ่มตัวอย่างเป็นนักบาสเกตบอลเพศชาย จำนวน 10 คน เล่น 2 ต่อ 2 แบบเต็มสนาม แบ่งเป็นกลุ่มที่ให้ทานน้ำตลอดเกม กับกลุ่มที่ไม่ให้ทานน้ำ พบว่า ค่า พลังแบบแอนแอโรบิค จะแตกต่างกันประมาณ 19 % นั่นแสดงให้เห็นว่า หากร่างกายขาดน้ำประสิทธิภาพในการสร้างพลังงานแบบ แอนแอโรบิค อาจลดลง
นอกจากนี้ บอลล์ (Ball, 1995) ได้ทำการศึกษาถึงผลของเครื่องดื่มที่มีคาร์โบไฮเดรต และอิเล็คโตรไลต์ ในขณะฝึกโดยความหนักสูง ต่อความสามารถในการเพิ่มความเร็วก่อนเข้าเส้นชัย โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักจักรยานเพศชาย จำนวน 8 คน ใช้การทดสอบของวินเกต พบว่า เครื่องดื่มที่มีคาร์โบไฮเดรต และอิเล็คโตรไลต์ ทำให้ พลังสูงสุด และ พลังเฉลี่ย (mean power) เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่า ปริมาณการสูญเสียน้ำ และการเพิ่มคาร์โบไฮเดรต และอิเล็คโตรไลต์ ในเครื่องดื่ม มีผลกับการเปลี่ยนแปลงค่าของ พลัง และสมรรถภาพแบบแอนแอโรบิค
ยิ่งไปกว่านั้นจากการศึกษาของ สวีเนอร์ (Sweenor , 1998) ได้ทำการศึกษาถึงผลของคาเฟอีน ต่อความสามารถในการวิ่งระยะสั้น โดยใช้การทดสอบของ วินเกต ในการเก็บข้อมูล พบว่า ปริมาณคาเฟอีน 7 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (เป็นแคปซูล) มีผลทำให้พลังแบบแอนแอโรบิค เพิ่มขึ้น เล็กน้อยทั้งในเพศชายและเพศหญิง โดยที่มีผลทำให้พลังแบบแอนแอโรบิค ในเพศชายเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าเพศหญิง และจากการศึกษาของ อินบาร์ (Inbar, Rostein, Jacobs, Kasier, Plin, & Dotan, 1983) ได้ทำการศึกษาถึงผลของการใช้สารด่างต่อการออกกำลังกายในระยะสั้น กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตพลศึกษาจำนวน 13 คน เพศชาย สารด่างที่ให้คือโซเดียมไบคาร์บอเนต ใช้การทดสอบตามวิธีของวินเกต พบว่า โซเดียมไบคาร์บอเนต มีผลทำให้พลังเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ รวมไปถึงอาจมีผลกับการเพิ่ม สมรรถภาพแบบแอนแอโรบิค
นั่นแสดงให้เห็นว่า การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาร์โบไฮเดรต และอิเล็คโตรไลท์ สารที่มีคาเฟอีน และโซเดียมไบคาร์บอเนตผสมอยู่ มีผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างพลังงานแบบแอนแอโรบิค
นอกจากนี้ สเตร์ตั้น (Strayton, 1997)ได้ทำการวิจัยถึงผลของครีเอทีน ที่มีต่อค่าสมรรถภาพแบบแอนแอโรบิค ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และองค์ประกอบของร่างกาย โดยกลุ่มทดลองเพศชาย จำนวน 18 คน ให้ครีเอตาโบลีน (creatabolin) 7.5 กรัม/วัน พบว่า ครีเอทีน มีผลในการเพิ่มน้ำหนักตัว แต่ไม่มีผลในเรื่องของความแข็งแรง และสมรรถภาพแบบแอนแอโรบิค อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
นอกจากนี้ บอลล์ (Ball, 1995) ได้ทำการศึกษาถึงผลของเครื่องดื่มที่มีคาร์โบไฮเดรต และอิเล็คโตรไลต์ ในขณะฝึกโดยความหนักสูง ต่อความสามารถในการเพิ่มความเร็วก่อนเข้าเส้นชัย โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักจักรยานเพศชาย จำนวน 8 คน ใช้การทดสอบของวินเกต พบว่า เครื่องดื่มที่มีคาร์โบไฮเดรต และอิเล็คโตรไลต์ ทำให้ พลังสูงสุด และ พลังเฉลี่ย (mean power) เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่า ปริมาณการสูญเสียน้ำ และการเพิ่มคาร์โบไฮเดรต และอิเล็คโตรไลต์ ในเครื่องดื่ม มีผลกับการเปลี่ยนแปลงค่าของ พลัง และสมรรถภาพแบบแอนแอโรบิค
ยิ่งไปกว่านั้นจากการศึกษาของ สวีเนอร์ (Sweenor , 1998) ได้ทำการศึกษาถึงผลของคาเฟอีน ต่อความสามารถในการวิ่งระยะสั้น โดยใช้การทดสอบของ วินเกต ในการเก็บข้อมูล พบว่า ปริมาณคาเฟอีน 7 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (เป็นแคปซูล) มีผลทำให้พลังแบบแอนแอโรบิค เพิ่มขึ้น เล็กน้อยทั้งในเพศชายและเพศหญิง โดยที่มีผลทำให้พลังแบบแอนแอโรบิค ในเพศชายเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าเพศหญิง และจากการศึกษาของ อินบาร์ (Inbar, Rostein, Jacobs, Kasier, Plin, & Dotan, 1983) ได้ทำการศึกษาถึงผลของการใช้สารด่างต่อการออกกำลังกายในระยะสั้น กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตพลศึกษาจำนวน 13 คน เพศชาย สารด่างที่ให้คือโซเดียมไบคาร์บอเนต ใช้การทดสอบตามวิธีของวินเกต พบว่า โซเดียมไบคาร์บอเนต มีผลทำให้พลังเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ รวมไปถึงอาจมีผลกับการเพิ่ม สมรรถภาพแบบแอนแอโรบิค
นั่นแสดงให้เห็นว่า การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาร์โบไฮเดรต และอิเล็คโตรไลท์ สารที่มีคาเฟอีน และโซเดียมไบคาร์บอเนตผสมอยู่ มีผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างพลังงานแบบแอนแอโรบิค
นอกจากนี้ สเตร์ตั้น (Strayton, 1997)ได้ทำการวิจัยถึงผลของครีเอทีน ที่มีต่อค่าสมรรถภาพแบบแอนแอโรบิค ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และองค์ประกอบของร่างกาย โดยกลุ่มทดลองเพศชาย จำนวน 18 คน ให้ครีเอตาโบลีน (creatabolin) 7.5 กรัม/วัน พบว่า ครีเอทีน มีผลในการเพิ่มน้ำหนักตัว แต่ไม่มีผลในเรื่องของความแข็งแรง และสมรรถภาพแบบแอนแอโรบิค อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2554
วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2554
โรคหัวใจในผู้ป่วยเบาหวาน
โรคหัวใจในผู้ป่วยเบาหวาน“ คนที่เป็นเบาหวานสามารถเป็นโรคหัวใจได้เร็วกว่าคนทั่วไปที่ไม่เป็นเบาหาน และผู้ป่วยเบาหวานส่วนมากมักไม่รู้ตัวว่าตนมีโรคหัวใจแฝงอยู่ ”สถานการณ์โรคหัวใจในประเทศไทย ส่วนใหญ่มีสาเหตุมากโรคเบาหวาน ซึ่ง 50 % ของคนที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ มีอาการป่วยเป็นเบาหวานร่วมด้วย และมีแนวโน้มพบสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในอดีตพบเพียงหลอดเลือดผิดกติเท่านั้นศ.นพ. เกียรติชัย ภูริปัญโญ ผู้อำนวยการศูนย์โรคหัวใจโรงพยาบาลเวชธานี ได้อธิบายและให้ความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างโรคหัวใจกับโรคหัวใจให้เข้ากันมากขึ้นมา สำหรับโรคหัวใจและหลอดเลือดมีผลต่อประชาชนชาวไทยในช่วงครึ่งหลังของชีวิต เรียกได้ว่าเป็นช่วงที่กำลังสร้างสถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจ ไม่เพียงแต่มีผลในระดับบุคคล แต่ยังส่งผลกระทบต่อระดับครอบครัว แต่ยังส่งผลกระทบต่อครอบครัวไปจนถึงระดับชาติ ในประเทศที่พัฒนาแล้ว กลุ่มที่มีเศรษฐกิจและสังคมต่ำจะมีความชุกของปัจจัยเสี่ยงสูง เป็นโรคหัวใจและเสียชีวิตด้วนโรคหัวใจและหลอดเลือดสูง ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในประเทศที่กำลังพัฒนา
โรคหัวใจส่วนใหญ่เกิดจากอะไรก่อนอื่นต้องแบ่งว่าเป็นโรคหัวใจชนิดไหน ส่วนใหญ่ที่ถูกกล่าวถึงอยู่บ่อยๆ คือ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบซึ่งมีสาเหตุจากความดันโลหิตสูง พบว่ากลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงส่วนใหญ่เกิดจากเพศชายอายุ 40 ปีขึ้นไป และในเพศหญิงคือ หลังหมดประจำเดือนไปแล้ว คนที่เป็นโรคอ้วนหรือโรคอ้วนลงพุง คือมีรอบเอวใหญ่กว่ารอบสะโพก ตลอดจนการบริโภคอาหารและออกกำลังกาย แต่สำหรับในโรคเบาหวานถือว่าเป็นสาเหตุสำคัญในประเทศไทย ส่วนวิธีป้องกันนั้นต้องแยกสาเหตุที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เพราะบางปัจจัยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ส่วนใหญ่ คือการปรับพฤติกรรมตัวเองโดยเริ่มปรับเปลี่ยนตั้งแต่เด็ก คือไม่ให้อ้วนมาก รับประทานขนมหวานให้น้อยลง เปลี่ยนมารับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญคือการได้รับการตรวจเลือดและร่างกายตามระยะเวลาที่กำหนด
ความสัมพันธ์ของโรคหัวใจกับเบาหวานสำหรับคนที่เป็นเบาหวานนั้น มักจะเป็นโรคหัวใจในภายหลัง และสามารถเป็นโรคหัวใจได้เร็วกว่าคนที่ไม่เป็นเบาหวาน เนื่องจากโรคเบาหวานจะทำให้หลอดเลือดเสื่อมลง แต่ต้องดูว่ามีปัจจัยเสี่ยงอื่นที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เช่น ภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ( คนที่เป็นโรคเบาหวานมีแนวโน้มที่จะมีระดับ LDL Cholesterol สูงกว่าคนปกติ ) ความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ ความเครียด อ้วน คนที่มีบุคลิกย้ำคิดย้ำทำ เป็นต้น แต่ปัจจุบันนี้ยังพบสาเหตุใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีก เช่น การติดเชื้อบางชนิดจากการที่มีฟันผุ เหงือกอักเสบ และพบว่าสาเหตุนี้นำไปสู่หลอดเลือดหัวใจเสื่อมมากขึ้น
คนที่เป็นเบาหวานมีโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจมากน้อยแค่ไหนเพียงแค่ระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติทั่วไปก็มีโอกาสเป็นโรคหัวใจได้ ดังนั้นคนที่เป็นเบาหวานยิ่งมีโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจสูงมาก ในกรณีของคนที่เป็นเบาหวานเป็นที่ทราบกันดีว่าจะมีอาการทางด้านปลายประสาทอักเสบ ทำให้ความรู้สึกเจ็บปวดลดลงเมื่อโรคหัวใจกำเริบ คืออาการเจ็บหน้าอกหรือแน่นหน้าอก สาเหตุนี้ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานไม่รู้ตัวว่าตัวเองมีโรคแทรกซ้อนอยู่
ผู้ป่วยเบาหวานจะมีโอกาสเป็นโรคแทรกซ้อนเกี่ยวกับหัวใจมากน้อยแค่ไหนสำหรับคนที่ป่วยเป็นเบาหวานแล้วเกิดโรคแทรกซ้อน คือ หัวใจนั้นอยู่ที่ 50 % โดยเฉพาะคนป่วยเป็นเบาหวานมาระยะเวลานาน ยิ่งต้องระวังเพราะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจมาก แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการควบคุมปัจจัยหลายๆอย่างด้วย ผู้ที่เป็นเบาหวานหากสงสัยว่าตนเป็นโรคหัวใจแฝงอยู่ควรทำอย่างไร สิ่งแรกควรมาพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจร่างกายในขั้นต้นแล้วจึงทำการตรวจกราฟหัวใจ จากนั้นจะทำการประเมินว่ามีอาการอย่างไรบ้าง เป็นที่ทราบกันดีว่าผู้ป่วยเบาหวานมักจะไม่แสดงอาการของโรคหัวใจ ดังนั้นจึงแนะนำว่าคนที่มีปัจจัยเสี่ยง คือทราบว่าตัวเองป่วยเป็นโรคเบาหวาน หรือคนที่มีช่วงอายุเกิน 40 ปีในผู้ชาย และหลังหมดประเดือนในผู้หญิงก็ควรได้รับการตรวจเช่นกัน โดยตรวจด้วยวิธีเดินสายพานเพื่อให้ทราบถึงมูลเหตุของโรคหัวใจอย่างชัดเจน และขั้นตอนต่อไปคือการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อดูว่าหลอดเลือดหัวใจตีบหรือไม่ แต่หากผลการตรวจเดินสายพานบ่งบอกชัดเจนว่ามีเส้นเลือกหัวใจตีบ ก็สามารถข้ามขั้นตอนการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ไปสู่การฉีดสีดูเส้นเลือดหัวใจโดยตรง โดยการเจาะเข้าเส้นเลือดแดงที่ข้อมือหรือขา เพื่อสอดสายสวนขึ้นไปสู่เส้นเลือดหัวใจแล้วจึงฉีดสี วิธีนี้จะทำให้ทราบผลอย่างแน่นอน
การรักษาโรคผู้ป่วยโรคหัวใจที่เป็นเบาหวานกับไม่เป็นแตกต่างกันอย่างไรการรักษาแตกต่างกันอย่างแน่นอน โดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวานเพียงแค่มีอาการแน่นหน้าอกและเหนื่อยง่าย ให้วิเคราะห์ได้เลยว่ามีโอกาสเป็นเส้นเลือดหัวใจตีบสูง ต่างจากคนทั่วไปในวัย 40 ปี ขึ้นไปสำหรับผู้ชาย หรือวัยหมดประจำเดือนในผู้หญิง ซึ่งบางที่อาจจะไม่มีอาการของเบาหวานเพียงเข้ารับการตรวจเล็กน้อย สำหรับการรักษานั้น ผู้ป่วยเบาหวานจะรักษายากกว่า เนื่องจากการรักษาโรคหัวใจต้องควบคุมเบาหวาน ควบคุมไขมันและควบคมความดัน โดยในการควบคุมไขมันและความดันนั้นทำได้ไม่ยาก เพราะตัวยาที่ใช้ให้การผลดีกับการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทั้งสองอย่าง ตรงกันข้ามกับเบาหวานที่ควบคุมยาก เพราะนอกจากจะรักษาด้วยยาแล้ว ต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานด้วยจึงจะได้ผล และกรณีที่คนป่วยเป็นเบาหวานเกิดหลอดเลือดตีบรักษาด้วยการทำบอลลูน โดยการใส่ขดลวดเขาไปแล้ว พบว่าการที่หลอดเลือดจะกลับมาตีบซ้ำ มีความเป็นไปได้สูงกว่าคนปกติทั่วไปถึง 10% ถ้าผู้ป่วยเป็นเบาหวานควบคุมเบาหวานไม่ดีเห็นชัดเจนเลยว่าการรักษาค่อนข้างจะยากกว่า และอีกหนึ่งกรณีคือลักษณะเส้นเลือดของคนที่เป็นโรคหัวใจที่ป่วยเป็นเบาหวาน จะมีลักษณะขรุขระมากกว่าคนปกติทั่วไป ทำให้การรักษาด้วยการทำบอลลูนต้องในขดลวดหลายอันและในบางจุดก็ไม่สามารถใส่ได้ จึงถือเป็นการยากมากสำหรับการรักษาโรคัวใจในผู้ป่วยเบาหวานผู้ป่วยเบาหวานจะสามารถป้องกันตนเองจากโรคแทรกซ้อนเกี่ยวกับหัวใจได้หรือไม่ ป้องกันได้โดยควบคุมเบาหวานให้ดีที่สุด ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เช่น ควรวางแผนเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย การรับประทานยาเพื่อควบคุมระดับน้ำตลอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนทราบถึงปัจจัยเสี่ยงและการป้องกันรวมทั้งอาการของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
โอกาสของผู้ป่วยเบาหวานที่จะเป็นโรคหัวใจถือว่ามีความเสี่ยงสูงมาก ดังนั้นควรควบคุมเบาหวานให้ดีที่สุด รวมถึงต้องควบคุมปัจจัยเสี่ยง ปรับปรุงพฤติกรรมเรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนมีการพักผ่อนที่เพียงพอ ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้มากจนเกินไปและที่สำคัญต้องเชื่อฟังคำแนะนำ รวมถึงการปฏิบัติตามแพทย์สั่ง การรักษาจึงจะได้ผลดี ข้อมูลบทสัมภาษณ์ ศ.นพ.เกียรติชัย ภูริปัญโญ
โรคหัวใจส่วนใหญ่เกิดจากอะไรก่อนอื่นต้องแบ่งว่าเป็นโรคหัวใจชนิดไหน ส่วนใหญ่ที่ถูกกล่าวถึงอยู่บ่อยๆ คือ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบซึ่งมีสาเหตุจากความดันโลหิตสูง พบว่ากลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงส่วนใหญ่เกิดจากเพศชายอายุ 40 ปีขึ้นไป และในเพศหญิงคือ หลังหมดประจำเดือนไปแล้ว คนที่เป็นโรคอ้วนหรือโรคอ้วนลงพุง คือมีรอบเอวใหญ่กว่ารอบสะโพก ตลอดจนการบริโภคอาหารและออกกำลังกาย แต่สำหรับในโรคเบาหวานถือว่าเป็นสาเหตุสำคัญในประเทศไทย ส่วนวิธีป้องกันนั้นต้องแยกสาเหตุที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เพราะบางปัจจัยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ส่วนใหญ่ คือการปรับพฤติกรรมตัวเองโดยเริ่มปรับเปลี่ยนตั้งแต่เด็ก คือไม่ให้อ้วนมาก รับประทานขนมหวานให้น้อยลง เปลี่ยนมารับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญคือการได้รับการตรวจเลือดและร่างกายตามระยะเวลาที่กำหนด
ความสัมพันธ์ของโรคหัวใจกับเบาหวานสำหรับคนที่เป็นเบาหวานนั้น มักจะเป็นโรคหัวใจในภายหลัง และสามารถเป็นโรคหัวใจได้เร็วกว่าคนที่ไม่เป็นเบาหวาน เนื่องจากโรคเบาหวานจะทำให้หลอดเลือดเสื่อมลง แต่ต้องดูว่ามีปัจจัยเสี่ยงอื่นที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เช่น ภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ( คนที่เป็นโรคเบาหวานมีแนวโน้มที่จะมีระดับ LDL Cholesterol สูงกว่าคนปกติ ) ความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ ความเครียด อ้วน คนที่มีบุคลิกย้ำคิดย้ำทำ เป็นต้น แต่ปัจจุบันนี้ยังพบสาเหตุใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีก เช่น การติดเชื้อบางชนิดจากการที่มีฟันผุ เหงือกอักเสบ และพบว่าสาเหตุนี้นำไปสู่หลอดเลือดหัวใจเสื่อมมากขึ้น
คนที่เป็นเบาหวานมีโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจมากน้อยแค่ไหนเพียงแค่ระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติทั่วไปก็มีโอกาสเป็นโรคหัวใจได้ ดังนั้นคนที่เป็นเบาหวานยิ่งมีโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจสูงมาก ในกรณีของคนที่เป็นเบาหวานเป็นที่ทราบกันดีว่าจะมีอาการทางด้านปลายประสาทอักเสบ ทำให้ความรู้สึกเจ็บปวดลดลงเมื่อโรคหัวใจกำเริบ คืออาการเจ็บหน้าอกหรือแน่นหน้าอก สาเหตุนี้ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานไม่รู้ตัวว่าตัวเองมีโรคแทรกซ้อนอยู่
ผู้ป่วยเบาหวานจะมีโอกาสเป็นโรคแทรกซ้อนเกี่ยวกับหัวใจมากน้อยแค่ไหนสำหรับคนที่ป่วยเป็นเบาหวานแล้วเกิดโรคแทรกซ้อน คือ หัวใจนั้นอยู่ที่ 50 % โดยเฉพาะคนป่วยเป็นเบาหวานมาระยะเวลานาน ยิ่งต้องระวังเพราะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจมาก แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการควบคุมปัจจัยหลายๆอย่างด้วย ผู้ที่เป็นเบาหวานหากสงสัยว่าตนเป็นโรคหัวใจแฝงอยู่ควรทำอย่างไร สิ่งแรกควรมาพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจร่างกายในขั้นต้นแล้วจึงทำการตรวจกราฟหัวใจ จากนั้นจะทำการประเมินว่ามีอาการอย่างไรบ้าง เป็นที่ทราบกันดีว่าผู้ป่วยเบาหวานมักจะไม่แสดงอาการของโรคหัวใจ ดังนั้นจึงแนะนำว่าคนที่มีปัจจัยเสี่ยง คือทราบว่าตัวเองป่วยเป็นโรคเบาหวาน หรือคนที่มีช่วงอายุเกิน 40 ปีในผู้ชาย และหลังหมดประเดือนในผู้หญิงก็ควรได้รับการตรวจเช่นกัน โดยตรวจด้วยวิธีเดินสายพานเพื่อให้ทราบถึงมูลเหตุของโรคหัวใจอย่างชัดเจน และขั้นตอนต่อไปคือการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อดูว่าหลอดเลือดหัวใจตีบหรือไม่ แต่หากผลการตรวจเดินสายพานบ่งบอกชัดเจนว่ามีเส้นเลือกหัวใจตีบ ก็สามารถข้ามขั้นตอนการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ไปสู่การฉีดสีดูเส้นเลือดหัวใจโดยตรง โดยการเจาะเข้าเส้นเลือดแดงที่ข้อมือหรือขา เพื่อสอดสายสวนขึ้นไปสู่เส้นเลือดหัวใจแล้วจึงฉีดสี วิธีนี้จะทำให้ทราบผลอย่างแน่นอน
การรักษาโรคผู้ป่วยโรคหัวใจที่เป็นเบาหวานกับไม่เป็นแตกต่างกันอย่างไรการรักษาแตกต่างกันอย่างแน่นอน โดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวานเพียงแค่มีอาการแน่นหน้าอกและเหนื่อยง่าย ให้วิเคราะห์ได้เลยว่ามีโอกาสเป็นเส้นเลือดหัวใจตีบสูง ต่างจากคนทั่วไปในวัย 40 ปี ขึ้นไปสำหรับผู้ชาย หรือวัยหมดประจำเดือนในผู้หญิง ซึ่งบางที่อาจจะไม่มีอาการของเบาหวานเพียงเข้ารับการตรวจเล็กน้อย สำหรับการรักษานั้น ผู้ป่วยเบาหวานจะรักษายากกว่า เนื่องจากการรักษาโรคหัวใจต้องควบคุมเบาหวาน ควบคุมไขมันและควบคมความดัน โดยในการควบคุมไขมันและความดันนั้นทำได้ไม่ยาก เพราะตัวยาที่ใช้ให้การผลดีกับการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทั้งสองอย่าง ตรงกันข้ามกับเบาหวานที่ควบคุมยาก เพราะนอกจากจะรักษาด้วยยาแล้ว ต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานด้วยจึงจะได้ผล และกรณีที่คนป่วยเป็นเบาหวานเกิดหลอดเลือดตีบรักษาด้วยการทำบอลลูน โดยการใส่ขดลวดเขาไปแล้ว พบว่าการที่หลอดเลือดจะกลับมาตีบซ้ำ มีความเป็นไปได้สูงกว่าคนปกติทั่วไปถึง 10% ถ้าผู้ป่วยเป็นเบาหวานควบคุมเบาหวานไม่ดีเห็นชัดเจนเลยว่าการรักษาค่อนข้างจะยากกว่า และอีกหนึ่งกรณีคือลักษณะเส้นเลือดของคนที่เป็นโรคหัวใจที่ป่วยเป็นเบาหวาน จะมีลักษณะขรุขระมากกว่าคนปกติทั่วไป ทำให้การรักษาด้วยการทำบอลลูนต้องในขดลวดหลายอันและในบางจุดก็ไม่สามารถใส่ได้ จึงถือเป็นการยากมากสำหรับการรักษาโรคัวใจในผู้ป่วยเบาหวานผู้ป่วยเบาหวานจะสามารถป้องกันตนเองจากโรคแทรกซ้อนเกี่ยวกับหัวใจได้หรือไม่ ป้องกันได้โดยควบคุมเบาหวานให้ดีที่สุด ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เช่น ควรวางแผนเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย การรับประทานยาเพื่อควบคุมระดับน้ำตลอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนทราบถึงปัจจัยเสี่ยงและการป้องกันรวมทั้งอาการของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
โอกาสของผู้ป่วยเบาหวานที่จะเป็นโรคหัวใจถือว่ามีความเสี่ยงสูงมาก ดังนั้นควรควบคุมเบาหวานให้ดีที่สุด รวมถึงต้องควบคุมปัจจัยเสี่ยง ปรับปรุงพฤติกรรมเรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนมีการพักผ่อนที่เพียงพอ ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้มากจนเกินไปและที่สำคัญต้องเชื่อฟังคำแนะนำ รวมถึงการปฏิบัติตามแพทย์สั่ง การรักษาจึงจะได้ผลดี ข้อมูลบทสัมภาษณ์ ศ.นพ.เกียรติชัย ภูริปัญโญ
จากนิตยาสารเบาหวาน ฉบับ พ.ย. – ธ.ค. 51
วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2554
นมแม่แสนวิเศษ
| อาหารชั้นเลิศสำหรับลูกน้อย สำหรับเด็กทารกแล้ว อาหารชั้นเลิศใดๆในโลกคงทียมไม่ได้กับน้ำนมของแม่ ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใดน้ำนมแม่ล้วนจัดถูกให้เป็นสุดยอดเมนูคู่ลูกน้อยทุกคน ในปัจจุบันการตื่นตัวการกินนมให้ลูกนมแม่มากขึ้น ยิ่งในช่วงที่ผ่านมามีปัญหานมผสมการปนเปื้อนของสารเบลานีน นอกจากนี้ยังเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่าเด็กที่กินนมแม่จะมีพัฒนาการทางด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย อารมณ์ สติปัญญา และความสามารถในการปรับตัว การเรียนรู้สูงกว่าเด็กที่ไม่ได้กินนมแม่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จึงน่าจะถือว่าการมให้ลูกกินนมแม่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าของพ่อแม่ ( Parental investment ) ดีกว่าการฝากธนาคาร หรือการซื้อหุ้น เพราะผลประโยชน์ที่ได้รับมีแต่เพิ่มขึ้นๆตามอายุของลูก การให้ลูกกินนมแม่มีประโยชน์ต่อคน 3 กลุ่ม กล่าวคือ ประโยชน์ต่อตัวคุณแม่จะทำให้น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นมากมายในระหว่างการตั้งครรภ์ลดลงอย่างรวดเร็ว โดยไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งสถานเสริมความงามต่างๆ นอกจากนี้โอกาสในการเป็นมะเร็งเต้านมของแม่ก็ลดลงด้วย ประโยชน์ต่อลูกคือ เด็กที่กินนมแม่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้ หอบหืด ผื่นแพ้ และโรคติดเชื้อในระบบต่างๆ เช่น ระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร ฯลฯ ลดลงและยังเป็นเด็กที่เลี้ยงง่าย มีพัฒนาการทั้งด้าน IQ,EQ และ Q ต่างๆเพิ่มขึ้น ประโยชน์ต่อตัวคุณพ่อ แน่นอนประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อนมผสมต่างๆ แถมยังช่วยเพิ่มความสัมพันธ์ในครอบครัวให้อบอุ่นเข้มแข็งอีก ประโยชน์ของนมแม่ นมแม่เป็นอาหารที่ดีและเหมาะสมที่สุดในการเลี้ยงทารก เพราะมีสารอาหารต่างๆครบถ้วน ปริมาณเหมาะสมและเพียงพอต่อความต้องการของทารก ย่อยและดูดซึมง่าย ต่างจากนมผสมต่างๆที่พยายามจะเพิ่มโปรตีนหรือสารอาหารต่างๆลงไปจนสูงเกินความต้องการของทารก ซึ่งอาจส่งผลเสียในอนาคตมากกว่าผลดี นมแม่มีทอรีน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่จำเป็นสำหรับทารกสูงกว่านมวัวถึง 55 เท่า ซึ่งทอรีนนี้เป็นส่วนที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อ สมองและเซลล์รับภาพของตา นมแม่ยังมีนิวคลีโอไทด์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับกระบวนการต่างๆของเซลล์ที่จำเป็นต่อโครงสร้างการเจริญเติบโต พลังงานและเมตาบอลิซึมต่างๆมนร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมการย่อย และการเจริญของเยื่อบุลำไส้เล็ก ทำให้ทารกแรกเกิดที่มีน้ำหนักตัวน้อย มีการเจริญเติบโตที่เร็วขึ้น ช่วยนากรดูดซึมธาตุเหล็ก และช่วยเสริมภูมิคุ้มกันโรค สำหรับนมผสมนั้นมีปริมาณนิวคลีโอไทด์น้อย และชนิดทีมียังแตกต่างจากนมแม่มาก ไขมันในนมแม่ที่เรารู้จักมีหลายชนิด แต่ชนิดที่สำคัญและมีการพูดถึงกันอย่างแพร่หลายก็คือ DHA นั่นเอง ไขมันเหล่านี้มาจากไขมันในอาหารของแม่ ไขมันที่เต้านมสังเคราะห์ขึ้นและไขมันที่สะสมไว้ในเนื้อเยื่อของแม่ เพราะฉะนั้นอาหารทีแม่กินจึงมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับชนิดและคุณภาพของไขมันในน้ำนมด้วย นอกจากนี้ในนมแม่ยังมีประโยชน์ด้านการส่งเสริมด้านการสร้างภูมิคุ้มกันในเชื้อโรคต่างๆได้อีกด้วยมารู้จักนมแม่ให้มากขึ้น โดยปกติแล้วนมแม่แต่ละช่วงจะแตกต่างกัน แบ่งคร่าวๆก็คือ ในช่วง 2 – 3 วันแรกหลังคลอดเรียกว่า Colostrum (น้ำนมเหลือง) ระยะต่อมาถึง 2 สัปดาห์หลังคลอดเรียกว่า Transitional milk หลังจากนั้นเรียกว่า Mature milk เห็นมั้ยคะ ธรรมชาติแสนวิเศษ นมแม่แต่ละช่วงมีความเหมาะสมกับลูกในแต่ละวัย เพราะฉะนั้นคงไม่เกินเลยไปนักหากจะกล่าวว่า นมแม่สิแน่จริง น่าจะเป็นสิ่วที่ถูกต้อง |
วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554
ไขมันเกาะตับอันตราย เสี่ยงมะเร็งตับ ตับแข็ง
ไขมันเกาะตับอันตราย เสี่ยงมะเร็งตับ ตับแข็ง
หากพูดถึงโรคตับแข็งหรือมะเร็งตับ เรามักจะนึกถึงสาเหตุการเกิดโรคว่ามาจากการดื่มสุรา ไวรัสตับอักเสบ หรือมาจากยาบางชนิด แต่ในที่นี้จะขอกล่าวถึงตัวการสำคัญอีกประเภทที่ทำให้เกิดโรคร้ายกับไตได้เช่นกันคือ ภาวะไขมันสะสมในตับ ที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มสุรา ซึ่งเป็นอีกสาเหตุที่พบบ่อยและพบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบันทางการแพทย์เรียกภาวะนี้ว่า Non Alcoholic Fatty Liver Disease (NAFLD) หรือถ้ามีการอักเสบหรือบวมของเซลล์ตับร่วมด้วย ก็จะเรียกว่า Non Alcoholic Steatohepatitis (NASH)
ภาวะสะสมไขมันในตับ(หรือโรคไขมันเกาะตับ)
คือ ภาวะที่มีการสะสมไขมันภายในเซลล์ตับ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปของไตรกลีเซอไรด์ โดยอาจมีเพียงการสะสมของไขมันอย่างเดียว หรืออาจมากรอักเสบของตับร่วมด้วย ซึ่งในผู้ป่วยบางราย การเรื้อรังนี้อาจนำไปสู่การเกิดพังผืดในตับ หรือที่เราเรียกว่าภาวะตับแข็งได้ภาวะไขมันสะสมได้บ่อยขนาดไหน? การศึกษาในประเทศอเมริกาและญี่ปุ่นพบว่าประชากรทั่วไปประมาณร้อยละ 10 – 20 มีภาวะไขมันสะสมในตับโดยการตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ และประมาณร้อยละ 1 – 3 จะพบการอักเสบเรื้อรังของตับร่วมด้วย โดยจะพบเพิ่มขึ้นในประชากรที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป สำหรับประเทศไทยยังไม่มีความชุกของโรคนี้ชัดเจน แต่เชื่อว่าคงใกล้เคียงกับข้อมูลของต่างประเทศ กรณีที่ผู้ป่วยมีค่าการทำงานของตับผิดปกตินานกว่า 3 เดือน ซึ่งบอกถึงภาวะตับอักเสบเรื้อรังโดยที่ไม่ได้เกิดจากไวรัสตับอักเสบ บี, ซี, การดื่มสุรา หรือรับประทานยา พบว่ามากว่าร้อยละ 60 ของผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีภาวะไขมันสะสมในตับที่อาจเป็นสาเหตุได้
สาเหตุและความเสี่ยงของภาวะไขมันสะสมในตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มสุรา
สาเหตุของโรคนี้ ปัจจุบันยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด อาจมีหลายปัจจัยร่วมด้วยกัน โดยข้อมูลในปัจจุบันเชื่อว่าปัจจัยสำคัญของการเกิดภาวะไขมันสะสมในตับคือ ภาวะดื้อต่ออินซูลิน ( insulin resistance )และจากนั้นอาจมีกลไกอื่นที่มากระตุ้นให้เซลล์ตับที่มีไขมันเกาะอยู่นั้นเกิดการอักเสบและการตายของเซลล์ตับลักษณะผู้ป่วยที่มีความสัมพันธ์กับการดื้อต่ออินซูลิน หรือที่ทางการแพทย์เรียกอาการกลุ่มนี้ว่า Metabolic syndrome ได้แก่ผู้ป่วยที่มีลักษณะต่อไปนี้1. อ้วน โดยเฉพาะอ้วนที่ลำตัว หรือลงพุง (รอบเอวมากกว่า 36 นิ้วในผู้ชาย หรือมากกว่า 32 นิ้วในผู้หญิง )2. เป็นเบาหวาน3. ไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะไขมันไตรกลีเซอไรด์4. ความดันโลหิตสูง พบว่าผู้ป่วยที่มีอย่างน้อย 1 ข้อ ดังกล่าว จะมีโอกาสเกอดภาวะไขมันในตับสูง กล่าวคือประมาณร้อยละ 80 ของคนอ้วน และร้อยละ 20 – 40 ในผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีภาวะสะสมไขมันในตับ
อาการของภาวะสะสมในตับ
ผู้ป่วยส่วนมากไม่มีอาการ มักตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจเช็คสุขภาพ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการจุกแน่นชายโครงด้านขวา หรือในรายที่เป็นมานานอาจมีอาการเริ่มต้นของภาวะตับแข็ง เช่น อ่อนเพลีย,ท้องโต เป็นต้น การตรวจร่างกายโดยแพทย์ ในระยะแรกมักจะปกติหรือพบแค่การตรวจเลือด การดูการทำงานของตับ จะพบค่า ALT และ AST มีค่าสูงกว่าปกติประมาณ 1.5 – 4 เท่า ซึ่งบ่งถึงการอักเสบของเซลล์ตับ และอาจมีค่า ALP สูงขึ้นเล็กน้อย
การวินิจฉัยภาวะสะสมไขมันในตับ
1. ตรวจเลือดดูการทำงานของตับ จะพบว่ามีการอักเสบ (ค่า ALT และ AST สูงขึ้นกว่าปกติ
2. ตรวจเลือดดูระดับน้ำตาลและไขมัน อาจมีค่าสูงกว่าปกติ
3. ตัดโรคอื่นที่เป็นสาเหตุของภาวะตับอักเสบเรื้อรังออกไป โดยประวัติและการตรวจเลือด (เช่น การดื่มสุรา, ทานยา ,ไวรัสตับอักเสบ บี หรือซี เป็นต้น) หรือบางรายอาจจำเป็นต้องเจาะตรวจชิ้นเนื้อตับ
4. ตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ จะพบว่าตับมีสีขาวขึ้นกว่าปกติ และอาจมีขนาดโตขึ้นเล็กน้อย ซึ่งเกิดจากการที่มีไขมันแทรกอยู่ในเซลล์ตับทั่วๆไป
5. ตรวจด้วยวิธีเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ( CT scan ) และเอกซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ( MRI )
6. เจาะชิ้นเนื้อตับมาตรวจทางพยาธิวิทยา ซึ่งมีประโยชน์ช่วยบอกสาเหตุ และประเมินความรุนแรงของภาวะตับอักเสบอาจจำเป็นต้องทำในผู้ป่วยบางราย
อันตรายของภาวะไขมันสะสมในตับ
โดยรวมแล้วไขมันสะสมในตับมักมีพยากรณ์โรคที่ดี เราสามารถแบ่งภาวะความรุนแรงของภาวะไขมันสะสมในตับได้เป็น 4 ระดับตามลักษณะทางพยาธิวิทยา โดยผู้ป่วยส่วนมาก จะอยู่ในระดับที่ 1 และ 2 ซึ่งไม่รุนแรง คือมีเพียงไขมันสะสมในเซลล์ตับอย่างเดียวหรืออาจมีการอักเสบที่ไม่รุนแรงร่วมด้วย ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะสบายดีแม้ว่าจะติดตามไปนาน 10 – 20 ปีสำหรับผู้ป่วยกลุ่มที่มีภาวะไขมันสะสมในตับในความรุนแรงระดับ 3 และ 4 กล่าวคือมีการอักเสบรุนแรงทำให้เซลล์ตับบวม และอาจมีพังผืดในตับเกิดขึ้นร่วมด้วย กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ต้องระวังเนื่องจากสามารถเกิดตับแข็งได้ได้ร้อยละ 20 – 30 ในเวลา 10 ปี และทำให้เสียชีวิตจากโรคตับ หรือมะเร็งตับได้ประมาณร้อยละ 9 ในเวลา 10 ปี โดยปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อยในผู้ป่วยที่จะมีการดำเนินโรคที่รุนแรงนี้ ได้แก่ อายุมาก อ้วนมาก หรือเป็นเบาหวานร่วมด้วย
การปฏิบัติตัวเมื่อทราบว่าตนเองมีภาวะไขมันสะสมในตับ
เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มียาที่ได้ผลการรักษาดีมาก หรืหายขาดจากโรคนี้ ดังนั้นการรักษาที่สำคัญ และได้ประโยชน์มากที่สุดคือการลดน้ำหนัก ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าลดไขมัน และการอักเสบในตับได้จริงโดยเฉพาะกรณีที่ผู้ป่วยอ้วน อีกทั้งยังมีผลดีต่อสุขภาพโดยรวมด้วย แนะนำให้ค่อยๆลดน้ำหนักลงประมาณ 1 – 2 กิโลกรัมต่อเดือน โดยตั้งเป้าให้ลดลงอย่างน้อยร้อยละ 15 ของน้ำหนักเริ่มต้น หรือจนน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ วิธีลดน้ำหนักที่ถูกสุขภาพ คือควบคุมอาหารควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง ได้แก่ นม เนย ชีส กะทิ ปลาหมึก กุ้ง ไขมันสัตว์ และไข่แดง การทานอาหารจำพวกแป้ง หรือน้ำตางมากเกินไป ก็สามารถเปลี่ยนเป็นไขมันไตรกลีเซอไรด์ได้เช่นกัน ควรลดขนาดอาหารของมื้อแต่ละมื้อ โดยเฉพาะมื้อเย็น แต่ต้องพึงระวังไว้ว่าการลดน้ำหนักที่เร็วเกินไปหรือลดอย่างผิดวิธี เช่นการอดอาหาร หรือการใช้ยาลดความอ้วนโดยไม่มีข้อบ่งชี้อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ และทำให้ตับอักเสบแย่ลงได้ การควบคุมระดับน้ำตาล และระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ สำหรับผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ การใช้ยาลดไขมันจะสามารถลดระดับไขมันในเลือด รวมถึงความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ อีกทั้งยาลดไขมันเองยังก่อให้เกิดตับอักเสบได้ในผู้ป่วยบางราย ดังนั้น จึงเริ่มต้นแนะนำให้ควบคุมอาหารร่วมกับออกกำลังกายก่อนเสมอ และในรายที่ต้องใช้ยาลดไขมัน ก็ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเหล้า และการใช้ยาที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะยาสมุนไพรที่เราไม่ทราบส่วนผสม เนื่องจากยาเหล่านี้อาจส่งผลเสียต่อตับโดยตรง และจะทำให้แพทย์มีความสับสนในการติดตามภาวการณ์อักเสบของตับโดยการตรวจเลือดได้การรักษาภาวะไขมันสะสมในตับด้วยยา เป้าหมายของการรักษาภาวะไขมันสะสมในตับ คือ ลดปริมาณไขมันและการอักเสบภายในตับ เพื่อป้องกันการเกิดพังผืดหรือตับแข็งในอนาคต ซึ่งยาที่ใช้รักษาในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วงการศึกษาวิจัย อย่างไรก็ตาม มียาหลายตัวที่มีหลักฐานจากการศึกษามากพอสมควร และมีข้อมูลบ่งว่าน่าจะมีประโยชน์ สามารถลดความผิดปกติของค่า ALT และ AST ในเลือด รวมถึงการลดปริมาณไขมันและการอักเสบภายในตับลงได้ ได้แก่ 1. ยากลุ่มกระตุ้นความไวต่ออินซูลิน ได้แก่ยา Metformin และ Thiazolidinediones 2. วิตามินอี ขนาด 800 – 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งมีฤทธิ์ต้านสารอนุมูลอิสระ ( Anti oxidant ) 3. ยา Pentoxifylline มีฤทธิ์ต้านสาร TNF ซึ่งเกี่ยวข้องกับการอักเสบของตับ4. Ursodeoxycholic Acid ( UCDA ) เป็นกรดน้ำดีที่มีประโยชน์กับตับ5. Silymarin เป็นสารสกัดจากดอก Milk Thrisle มีฤทธิ์ต้านสารอนุมูลอิสระ เนื่องจากยาแต่ละตัวอาจมีผลข้างเคียงได้และเหมาะสมกับผู้ป่วยกลุ่มต่างๆกัน ดังนั้นการใช้ยาควรอยู่ในความควบคุมดูแลของแพทย์ เพื่อการติดตามที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยที่เกิดตับแข็งแล้ว ก็ยังมีการรักษาอีกหลายอย่างที่จะช่วยให้อาการดีขึ้น และภาวการณ์ป้องกันแทรกซ้อนได้ ตลอดจนปัจจุบันการผ่าตัดเปลี่ยนตับในกรณีที่เป็นตับแข็งในระยะสุดท้าย สามารถทำได้แล้วในประเทศไทย
หากพูดถึงโรคตับแข็งหรือมะเร็งตับ เรามักจะนึกถึงสาเหตุการเกิดโรคว่ามาจากการดื่มสุรา ไวรัสตับอักเสบ หรือมาจากยาบางชนิด แต่ในที่นี้จะขอกล่าวถึงตัวการสำคัญอีกประเภทที่ทำให้เกิดโรคร้ายกับไตได้เช่นกันคือ ภาวะไขมันสะสมในตับ ที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มสุรา ซึ่งเป็นอีกสาเหตุที่พบบ่อยและพบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบันทางการแพทย์เรียกภาวะนี้ว่า Non Alcoholic Fatty Liver Disease (NAFLD) หรือถ้ามีการอักเสบหรือบวมของเซลล์ตับร่วมด้วย ก็จะเรียกว่า Non Alcoholic Steatohepatitis (NASH)
ภาวะสะสมไขมันในตับ(หรือโรคไขมันเกาะตับ)
คือ ภาวะที่มีการสะสมไขมันภายในเซลล์ตับ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปของไตรกลีเซอไรด์ โดยอาจมีเพียงการสะสมของไขมันอย่างเดียว หรืออาจมากรอักเสบของตับร่วมด้วย ซึ่งในผู้ป่วยบางราย การเรื้อรังนี้อาจนำไปสู่การเกิดพังผืดในตับ หรือที่เราเรียกว่าภาวะตับแข็งได้ภาวะไขมันสะสมได้บ่อยขนาดไหน? การศึกษาในประเทศอเมริกาและญี่ปุ่นพบว่าประชากรทั่วไปประมาณร้อยละ 10 – 20 มีภาวะไขมันสะสมในตับโดยการตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ และประมาณร้อยละ 1 – 3 จะพบการอักเสบเรื้อรังของตับร่วมด้วย โดยจะพบเพิ่มขึ้นในประชากรที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป สำหรับประเทศไทยยังไม่มีความชุกของโรคนี้ชัดเจน แต่เชื่อว่าคงใกล้เคียงกับข้อมูลของต่างประเทศ กรณีที่ผู้ป่วยมีค่าการทำงานของตับผิดปกตินานกว่า 3 เดือน ซึ่งบอกถึงภาวะตับอักเสบเรื้อรังโดยที่ไม่ได้เกิดจากไวรัสตับอักเสบ บี, ซี, การดื่มสุรา หรือรับประทานยา พบว่ามากว่าร้อยละ 60 ของผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีภาวะไขมันสะสมในตับที่อาจเป็นสาเหตุได้
สาเหตุและความเสี่ยงของภาวะไขมันสะสมในตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มสุรา
สาเหตุของโรคนี้ ปัจจุบันยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด อาจมีหลายปัจจัยร่วมด้วยกัน โดยข้อมูลในปัจจุบันเชื่อว่าปัจจัยสำคัญของการเกิดภาวะไขมันสะสมในตับคือ ภาวะดื้อต่ออินซูลิน ( insulin resistance )และจากนั้นอาจมีกลไกอื่นที่มากระตุ้นให้เซลล์ตับที่มีไขมันเกาะอยู่นั้นเกิดการอักเสบและการตายของเซลล์ตับลักษณะผู้ป่วยที่มีความสัมพันธ์กับการดื้อต่ออินซูลิน หรือที่ทางการแพทย์เรียกอาการกลุ่มนี้ว่า Metabolic syndrome ได้แก่ผู้ป่วยที่มีลักษณะต่อไปนี้1. อ้วน โดยเฉพาะอ้วนที่ลำตัว หรือลงพุง (รอบเอวมากกว่า 36 นิ้วในผู้ชาย หรือมากกว่า 32 นิ้วในผู้หญิง )2. เป็นเบาหวาน3. ไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะไขมันไตรกลีเซอไรด์4. ความดันโลหิตสูง พบว่าผู้ป่วยที่มีอย่างน้อย 1 ข้อ ดังกล่าว จะมีโอกาสเกอดภาวะไขมันในตับสูง กล่าวคือประมาณร้อยละ 80 ของคนอ้วน และร้อยละ 20 – 40 ในผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีภาวะสะสมไขมันในตับ
อาการของภาวะสะสมในตับ
ผู้ป่วยส่วนมากไม่มีอาการ มักตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจเช็คสุขภาพ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการจุกแน่นชายโครงด้านขวา หรือในรายที่เป็นมานานอาจมีอาการเริ่มต้นของภาวะตับแข็ง เช่น อ่อนเพลีย,ท้องโต เป็นต้น การตรวจร่างกายโดยแพทย์ ในระยะแรกมักจะปกติหรือพบแค่การตรวจเลือด การดูการทำงานของตับ จะพบค่า ALT และ AST มีค่าสูงกว่าปกติประมาณ 1.5 – 4 เท่า ซึ่งบ่งถึงการอักเสบของเซลล์ตับ และอาจมีค่า ALP สูงขึ้นเล็กน้อย
การวินิจฉัยภาวะสะสมไขมันในตับ
1. ตรวจเลือดดูการทำงานของตับ จะพบว่ามีการอักเสบ (ค่า ALT และ AST สูงขึ้นกว่าปกติ
2. ตรวจเลือดดูระดับน้ำตาลและไขมัน อาจมีค่าสูงกว่าปกติ
3. ตัดโรคอื่นที่เป็นสาเหตุของภาวะตับอักเสบเรื้อรังออกไป โดยประวัติและการตรวจเลือด (เช่น การดื่มสุรา, ทานยา ,ไวรัสตับอักเสบ บี หรือซี เป็นต้น) หรือบางรายอาจจำเป็นต้องเจาะตรวจชิ้นเนื้อตับ
4. ตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ จะพบว่าตับมีสีขาวขึ้นกว่าปกติ และอาจมีขนาดโตขึ้นเล็กน้อย ซึ่งเกิดจากการที่มีไขมันแทรกอยู่ในเซลล์ตับทั่วๆไป
5. ตรวจด้วยวิธีเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ( CT scan ) และเอกซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ( MRI )
6. เจาะชิ้นเนื้อตับมาตรวจทางพยาธิวิทยา ซึ่งมีประโยชน์ช่วยบอกสาเหตุ และประเมินความรุนแรงของภาวะตับอักเสบอาจจำเป็นต้องทำในผู้ป่วยบางราย
อันตรายของภาวะไขมันสะสมในตับ
โดยรวมแล้วไขมันสะสมในตับมักมีพยากรณ์โรคที่ดี เราสามารถแบ่งภาวะความรุนแรงของภาวะไขมันสะสมในตับได้เป็น 4 ระดับตามลักษณะทางพยาธิวิทยา โดยผู้ป่วยส่วนมาก จะอยู่ในระดับที่ 1 และ 2 ซึ่งไม่รุนแรง คือมีเพียงไขมันสะสมในเซลล์ตับอย่างเดียวหรืออาจมีการอักเสบที่ไม่รุนแรงร่วมด้วย ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะสบายดีแม้ว่าจะติดตามไปนาน 10 – 20 ปีสำหรับผู้ป่วยกลุ่มที่มีภาวะไขมันสะสมในตับในความรุนแรงระดับ 3 และ 4 กล่าวคือมีการอักเสบรุนแรงทำให้เซลล์ตับบวม และอาจมีพังผืดในตับเกิดขึ้นร่วมด้วย กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ต้องระวังเนื่องจากสามารถเกิดตับแข็งได้ได้ร้อยละ 20 – 30 ในเวลา 10 ปี และทำให้เสียชีวิตจากโรคตับ หรือมะเร็งตับได้ประมาณร้อยละ 9 ในเวลา 10 ปี โดยปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อยในผู้ป่วยที่จะมีการดำเนินโรคที่รุนแรงนี้ ได้แก่ อายุมาก อ้วนมาก หรือเป็นเบาหวานร่วมด้วย
การปฏิบัติตัวเมื่อทราบว่าตนเองมีภาวะไขมันสะสมในตับ
เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มียาที่ได้ผลการรักษาดีมาก หรืหายขาดจากโรคนี้ ดังนั้นการรักษาที่สำคัญ และได้ประโยชน์มากที่สุดคือการลดน้ำหนัก ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าลดไขมัน และการอักเสบในตับได้จริงโดยเฉพาะกรณีที่ผู้ป่วยอ้วน อีกทั้งยังมีผลดีต่อสุขภาพโดยรวมด้วย แนะนำให้ค่อยๆลดน้ำหนักลงประมาณ 1 – 2 กิโลกรัมต่อเดือน โดยตั้งเป้าให้ลดลงอย่างน้อยร้อยละ 15 ของน้ำหนักเริ่มต้น หรือจนน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ วิธีลดน้ำหนักที่ถูกสุขภาพ คือควบคุมอาหารควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง ได้แก่ นม เนย ชีส กะทิ ปลาหมึก กุ้ง ไขมันสัตว์ และไข่แดง การทานอาหารจำพวกแป้ง หรือน้ำตางมากเกินไป ก็สามารถเปลี่ยนเป็นไขมันไตรกลีเซอไรด์ได้เช่นกัน ควรลดขนาดอาหารของมื้อแต่ละมื้อ โดยเฉพาะมื้อเย็น แต่ต้องพึงระวังไว้ว่าการลดน้ำหนักที่เร็วเกินไปหรือลดอย่างผิดวิธี เช่นการอดอาหาร หรือการใช้ยาลดความอ้วนโดยไม่มีข้อบ่งชี้อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ และทำให้ตับอักเสบแย่ลงได้ การควบคุมระดับน้ำตาล และระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ สำหรับผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ การใช้ยาลดไขมันจะสามารถลดระดับไขมันในเลือด รวมถึงความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ อีกทั้งยาลดไขมันเองยังก่อให้เกิดตับอักเสบได้ในผู้ป่วยบางราย ดังนั้น จึงเริ่มต้นแนะนำให้ควบคุมอาหารร่วมกับออกกำลังกายก่อนเสมอ และในรายที่ต้องใช้ยาลดไขมัน ก็ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเหล้า และการใช้ยาที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะยาสมุนไพรที่เราไม่ทราบส่วนผสม เนื่องจากยาเหล่านี้อาจส่งผลเสียต่อตับโดยตรง และจะทำให้แพทย์มีความสับสนในการติดตามภาวการณ์อักเสบของตับโดยการตรวจเลือดได้การรักษาภาวะไขมันสะสมในตับด้วยยา เป้าหมายของการรักษาภาวะไขมันสะสมในตับ คือ ลดปริมาณไขมันและการอักเสบภายในตับ เพื่อป้องกันการเกิดพังผืดหรือตับแข็งในอนาคต ซึ่งยาที่ใช้รักษาในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วงการศึกษาวิจัย อย่างไรก็ตาม มียาหลายตัวที่มีหลักฐานจากการศึกษามากพอสมควร และมีข้อมูลบ่งว่าน่าจะมีประโยชน์ สามารถลดความผิดปกติของค่า ALT และ AST ในเลือด รวมถึงการลดปริมาณไขมันและการอักเสบภายในตับลงได้ ได้แก่ 1. ยากลุ่มกระตุ้นความไวต่ออินซูลิน ได้แก่ยา Metformin และ Thiazolidinediones 2. วิตามินอี ขนาด 800 – 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งมีฤทธิ์ต้านสารอนุมูลอิสระ ( Anti oxidant ) 3. ยา Pentoxifylline มีฤทธิ์ต้านสาร TNF ซึ่งเกี่ยวข้องกับการอักเสบของตับ4. Ursodeoxycholic Acid ( UCDA ) เป็นกรดน้ำดีที่มีประโยชน์กับตับ5. Silymarin เป็นสารสกัดจากดอก Milk Thrisle มีฤทธิ์ต้านสารอนุมูลอิสระ เนื่องจากยาแต่ละตัวอาจมีผลข้างเคียงได้และเหมาะสมกับผู้ป่วยกลุ่มต่างๆกัน ดังนั้นการใช้ยาควรอยู่ในความควบคุมดูแลของแพทย์ เพื่อการติดตามที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยที่เกิดตับแข็งแล้ว ก็ยังมีการรักษาอีกหลายอย่างที่จะช่วยให้อาการดีขึ้น และภาวการณ์ป้องกันแทรกซ้อนได้ ตลอดจนปัจจุบันการผ่าตัดเปลี่ยนตับในกรณีที่เป็นตับแข็งในระยะสุดท้าย สามารถทำได้แล้วในประเทศไทย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
