วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

วิธีการหาซื้อลู่วิ่งมาใช้ที่บ้าน

มาแนะนำวิธีการหาซื้อลู่วิ่งมาใช้ที่บ้านกันครับ ทราบกันดีว่าเวลาเราไปเดินตามห้างใหญ่ๆเพื่อเลือกซื้อลู่วิ่ง หรืออุปกรณ์กีฬาอื่นๆนั้น มันมีให้เลือกหลายราคาซะเหลือเกิน แถมคนขายก็เยอะ คอยเชียร์เครื่องนั้นเครื่องนี้จนปวดหัวไปหมด บางทีก็เผลือซื้อมาเพราะหลวมตัวซื้อก็เคยเป็นสำหรับผู้อ่านบางท่าน เรามาเข้าเรื่องวิธีการเลือกซื้อกันเลยดีกว่าครับ เดี๋ยวมันจะไปกันใหญ่ ตามหัวข้อด้านล่างนี้เลยครับ !! มีอะไรเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจเลือกซื้อลู่วิ่งสักเครื่องบ้างครับ ลองมาฟังทางนี้กันครับ ในมุมมองของช่างอย่างผม fitnessservice โครงสร้างขนาดและน้ำหนัก – ควรเลือกดูลู่วิ่งที่มีโครงสร้างแข็งแรง เหมาะกับคนที่จะใช้งานครับ เช่นถ้าท่านตัวใหญ่ ก็ควรจะใช้ลู่วิ่งมีขนาดใหญ่ ถ้าท่านตัวเล็กก็เลือกลู่วิ่งที่เล็กลงมาหน่อย (ความกว้างของสายพานนะครับ) เพราะว่าราคามันต่างกัน




กำลังของเครื่องมอเตอร์ - ให้เลือกซื้อลู่วิ่งที่มีกำลังแรงม้าเหมาะสมกับขนาดร่างกายของท่านเช่นเดียวกัน ตามแรงม้าของมอเตอร์ครับ มอเตอร์จะมี 2 แบบคือ AC กับ DC ถ้าท่านใช้งานหนักให้เลือกมอเตอร์แบบ AC เท่านั้น ถ้าใช้ตามบ้านก็ DC ครับ เพราะมีราคาถูกกว่า และปลอดภัยกว่า ส่วนแรงม้าที่แนะนำกลางๆก็ระหว่าง 1.5 - 2.0 แรงม้าครับ พวกที่ใช้มอเตอร์ที่เบากว่านี้ ต้องอาศัยแรงขาช่วยลู่วิ่งครับกำลังขับเคลื่อนอาจจะไม่พอ



โปรแกรมในลู่วิ่ง - อันนี้ถ้าตามบ้านก็อาจจะใช้แบบที่ไม่ต้องมีโปรแกรมอะไรครับ แต่ถ้าเป็นในฟิตเนสก็อาจจะต้องมีโปรแกรมหลากหลายหน่อย มีทั้งแบบวิ่งที่ราบ ขึ้นเขา วิ่งแบบ interval วิ่งแบบเพื่อลดน้ำหนักและอีกสาระพัดรูปแบบ บางทีก็สามารถโปรแกรมได้ทั้งความชัน เวลา รวมทั้งบันทึกประวัติการออกกำลังกายของคุณได้ด้วย แต่อย่าลิมว่ายิ่งมี option มากเท่าไรก็แพงมากขึ้นเท่านั้นแล้วแต่ความชอบ และเงินในกระเป๋าครับ

ความราบรื่นไม่สะดุด - เมื่อเราปรับความเร็วของลู่วิ่ง ก็ควรจะทำได้ราบรื่นขณะวิ่ง ไม่สะดุดหรือลื่นไหล อันนี้ขึ้นอยู่กับการตั้งสายพานด้วยครับ ความสามารถของช่างในการประกอบด้วย

บริการหลังการขาย – อันนี้สำคัญครับ เช่นหากเกิดปัญหาบริการดีแค่ไหน มาดูเครื่องให้ทันใจมั้ย การประกอบของช่าง การลงน้ำมัน (สำคัญมาก) หรือการดูแลเครื่องอื่นๆ ต้องหาบริษัทที่ไว้ใจได้ และมีชื่อเสียงด้านนี้ครับ ซึ่งมีอยู่ไม่กี่บริษัทเท่าที่ผมซ่อมเครื่องมา ต้องโทรมาคุยครับ หรือส่งเมมาได้ จะแนะนำบริษัทดีๆให้ครับ ส่วนเครื่องมือสอง ถ้ามีคนขายผมจะเอามาลงให้ครับ


วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ความเร็วในการฝึกเวท

              ความเร็วในการฝึกนับเป็นสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญกับการพัฒนาสมรรถภาพแบบแอนแอ โรบิค เบลล์ (Bell, Peterson, Arthur – Quinsney, & Wenger, 1989) ได้ทำการศึกษาถึงผลของความเร็วในการฝึกความแข็งแรง ที่มีต่อค่า พลังแบบแอนแอโรบิค โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชาย จำนวนทั้งสิ้น 18 คน ฝึกความเร็วต่ำ กับความเร็วสูง ทำการฝึก 4 วัน / สัปดาห์ เป็นเวลา 5 สัปดาห์ พบว่า การฝึกทั้งแบบความเร็วต่ำ และความเร็วสูง ไม่มีอิทธิพลต่อการเพิ่ม พลังแบบแอนแอโรบิค และพบว่าความแข็งแรงแบบไอโซไคเนติค (Isokinetic) มีความสัมพันธ์กันอย่างสูงกับค่าพลังแบบแอนแอโรบิค

             นอกจากนี้จากการศึกษาของ ปิยพงษ์ รองหานาม (2531) ทำการศึกษาเกี่ยวกับผลของการฝึกกล้ามเนื้อแบบ ไอโซโทนิค ด้วยความเร็วต่างอัตรา ที่มีต่อความสามารถในการยืนกระโดดในแนวดิ่ง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาชาย จากวิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดมหาสารคาม จำนวน 30 คน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มทดลอง มีค่าเฉลี่ยของอายุ น้ำหนัก ส่วนสูง และความสามารถในการยืนกระโดดในแนวดิ่งก่อนการฝึกใกล้เคียงกัน กลุ่มทดลองที่ 1 ฝึกยกน้ำหนักที่ 70 % 1 RM ด้วยความเร็ว 8 ครั้งใน 10 วินาที กลุ่มทดลองที่ 2 ฝึกยกน้ำหนักที่ 70 % 1 RM ด้วยความเร็ว 8 ครั้งใน 15 วินาที ฝึก 3 วัน/สัปดาห์ ใช้เวลาในการฝึกทั้งสิ้น 10 สัปดาห์

            ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการยืนกระโดดในแนวดิ่งของกลุ่มทดลองทั้ง 2 กลุ่มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ยังพบว่า ความสามารถในการยืนกระโดดในแนวดิ่งของกลุ่มทดลองที่ 1 สูงกว่ากลุ่มทดลองที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

             จะเห็นได้ว่าผลของการวิจัยยังค่อนข้างจะขัดแย้งกันอยู่ ทำให้ไม่สามารถสรุปได้ว่า การฝึกกล้ามเนื้อที่ความเร็วสูง หรือความเร็วต่ำ อย่างใดที่มีผลต่อการพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานแบบแอนแอโรบิคได้ดีกว่ากัน

วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2554

สารต่างๆที่มีผลต่อการฝึกเวท

สารต่างๆ  ที่ร่างกายดูดซึมเข้าไป บางชนิดมีผลต่อ  พลัง  และสมรรถภาพแบบแอนแอโรบิค  ดังเช่นงานวิจัยของ  ฮอฟแมนส์ (Hoffman, Stavsky  &  Falk, 1995)  ได้ทำการศึกษาถึงผลของการจำกัดน้ำ  ที่มีต่อค่า พลังแบบแอนแอโรบิค   และความสูงของการกระโดดในแนวดิ่งในนักกีฬาบาสเกตบอล  กลุ่มตัวอย่างเป็นนักบาสเกตบอลเพศชาย  จำนวน   10  คน  เล่น  2  ต่อ  2  แบบเต็มสนาม  แบ่งเป็นกลุ่มที่ให้ทานน้ำตลอดเกม  กับกลุ่มที่ไม่ให้ทานน้ำ  พบว่า  ค่า  พลังแบบแอนแอโรบิค   จะแตกต่างกันประมาณ  19  %  นั่นแสดงให้เห็นว่า หากร่างกายขาดน้ำประสิทธิภาพในการสร้างพลังงานแบบ แอนแอโรบิค อาจลดลง           
             นอกจากนี้    บอลล์ (Ball, 1995)  ได้ทำการศึกษาถึงผลของเครื่องดื่มที่มีคาร์โบไฮเดรต  และอิเล็คโตรไลต์  ในขณะฝึกโดยความหนักสูง  ต่อความสามารถในการเพิ่มความเร็วก่อนเข้าเส้นชัย   โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักจักรยานเพศชาย  จำนวน  8  คน  ใช้การทดสอบของวินเกต  พบว่า เครื่องดื่มที่มีคาร์โบไฮเดรต  และอิเล็คโตรไลต์  ทำให้  พลังสูงสุด  และ พลังเฉลี่ย (mean  power)  เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05 แสดงให้เห็นว่า  ปริมาณการสูญเสียน้ำ  และการเพิ่มคาร์โบไฮเดรต  และอิเล็คโตรไลต์  ในเครื่องดื่ม มีผลกับการเปลี่ยนแปลงค่าของ พลัง  และสมรรถภาพแบบแอนแอโรบิค  
            ยิ่งไปกว่านั้นจากการศึกษาของ สวีเนอร์ (Sweenor , 1998) ได้ทำการศึกษาถึงผลของคาเฟอีน  ต่อความสามารถในการวิ่งระยะสั้น โดยใช้การทดสอบของ    วินเกต ในการเก็บข้อมูล   พบว่า   ปริมาณคาเฟอีน  7   มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว   1  กิโลกรัม (เป็นแคปซูล)  มีผลทำให้พลังแบบแอนแอโรบิค  เพิ่มขึ้น   เล็กน้อยทั้งในเพศชายและเพศหญิง  โดยที่มีผลทำให้พลังแบบแอนแอโรบิค ในเพศชายเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าเพศหญิง  และจากการศึกษาของ อินบาร์ (Inbar, Rostein, Jacobs, Kasier, Plin, &  Dotan, 1983) ได้ทำการศึกษาถึงผลของการใช้สารด่างต่อการออกกำลังกายในระยะสั้น กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตพลศึกษาจำนวน  13  คน เพศชาย สารด่างที่ให้คือโซเดียมไบคาร์บอเนต  ใช้การทดสอบตามวิธีของวินเกต พบว่า   โซเดียมไบคาร์บอเนต  มีผลทำให้พลังเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  รวมไปถึงอาจมีผลกับการเพิ่ม  สมรรถภาพแบบแอนแอโรบิค 
            นั่นแสดงให้เห็นว่า  การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาร์โบไฮเดรต และอิเล็คโตรไลท์   สารที่มีคาเฟอีน  และโซเดียมไบคาร์บอเนตผสมอยู่ มีผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างพลังงานแบบแอนแอโรบิค            
            นอกจากนี้    สเตร์ตั้น (Strayton, 1997)ได้ทำการวิจัยถึงผลของครีเอทีน ที่มีต่อค่าสมรรถภาพแบบแอนแอโรบิค  ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ  และองค์ประกอบของร่างกาย  โดยกลุ่มทดลองเพศชาย จำนวน   18  คน  ให้ครีเอตาโบลีน (creatabolin)   7.5  กรัม/วัน  พบว่า  ครีเอทีน    มีผลในการเพิ่มน้ำหนักตัว  แต่ไม่มีผลในเรื่องของความแข็งแรง   และสมรรถภาพแบบแอนแอโรบิค  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05 

วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2554

โรคหัวใจในผู้ป่วยเบาหวาน

โรคหัวใจในผู้ป่วยเบาหวานคนที่เป็นเบาหวานสามารถเป็นโรคหัวใจได้เร็วกว่าคนทั่วไปที่ไม่เป็นเบาหาน  และผู้ป่วยเบาหวานส่วนมากมักไม่รู้ตัวว่าตนมีโรคหัวใจแฝงอยู่ สถานการณ์โรคหัวใจในประเทศไทย  ส่วนใหญ่มีสาเหตุมากโรคเบาหวาน  ซึ่ง 50 % ของคนที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ  มีอาการป่วยเป็นเบาหวานร่วมด้วย  และมีแนวโน้มพบสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในอดีตพบเพียงหลอดเลือดผิดกติเท่านั้นศ.นพ. เกียรติชัย  ภูริปัญโญ ผู้อำนวยการศูนย์โรคหัวใจโรงพยาบาลเวชธานี  ได้อธิบายและให้ความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างโรคหัวใจกับโรคหัวใจให้เข้ากันมากขึ้นมา  สำหรับโรคหัวใจและหลอดเลือดมีผลต่อประชาชนชาวไทยในช่วงครึ่งหลังของชีวิต  เรียกได้ว่าเป็นช่วงที่กำลังสร้างสถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจ  ไม่เพียงแต่มีผลในระดับบุคคล  แต่ยังส่งผลกระทบต่อระดับครอบครัว  แต่ยังส่งผลกระทบต่อครอบครัวไปจนถึงระดับชาติ  ในประเทศที่พัฒนาแล้ว  กลุ่มที่มีเศรษฐกิจและสังคมต่ำจะมีความชุกของปัจจัยเสี่ยงสูง  เป็นโรคหัวใจและเสียชีวิตด้วนโรคหัวใจและหลอดเลือดสูง  ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในประเทศที่กำลังพัฒนา
             โรคหัวใจส่วนใหญ่เกิดจากอะไรก่อนอื่นต้องแบ่งว่าเป็นโรคหัวใจชนิดไหน  ส่วนใหญ่ที่ถูกกล่าวถึงอยู่บ่อยๆ  คือ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบซึ่งมีสาเหตุจากความดันโลหิตสูง  พบว่ากลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงส่วนใหญ่เกิดจากเพศชายอายุ  40  ปีขึ้นไป  และในเพศหญิงคือ หลังหมดประจำเดือนไปแล้ว  คนที่เป็นโรคอ้วนหรือโรคอ้วนลงพุง  คือมีรอบเอวใหญ่กว่ารอบสะโพก  ตลอดจนการบริโภคอาหารและออกกำลังกาย  แต่สำหรับในโรคเบาหวานถือว่าเป็นสาเหตุสำคัญในประเทศไทย  ส่วนวิธีป้องกันนั้นต้องแยกสาเหตุที่เป็นปัจจัยเสี่ยง  เพราะบางปัจจัยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้  และสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ส่วนใหญ่  คือการปรับพฤติกรรมตัวเองโดยเริ่มปรับเปลี่ยนตั้งแต่เด็ก คือไม่ให้อ้วนมาก  รับประทานขนมหวานให้น้อยลง  เปลี่ยนมารับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น  ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญคือการได้รับการตรวจเลือดและร่างกายตามระยะเวลาที่กำหนด
               ความสัมพันธ์ของโรคหัวใจกับเบาหวานสำหรับคนที่เป็นเบาหวานนั้น  มักจะเป็นโรคหัวใจในภายหลัง  และสามารถเป็นโรคหัวใจได้เร็วกว่าคนที่ไม่เป็นเบาหวาน  เนื่องจากโรคเบาหวานจะทำให้หลอดเลือดเสื่อมลง  แต่ต้องดูว่ามีปัจจัยเสี่ยงอื่นที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ  เช่น  ภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง  ( คนที่เป็นโรคเบาหวานมีแนวโน้มที่จะมีระดับ  LDL Cholesterol สูงกว่าคนปกติ ) ความดันโลหิตสูง  การสูบบุหรี่  ความเครียด  อ้วน  คนที่มีบุคลิกย้ำคิดย้ำทำ  เป็นต้น แต่ปัจจุบันนี้ยังพบสาเหตุใหม่ๆ  เพิ่มขึ้นอีก  เช่น  การติดเชื้อบางชนิดจากการที่มีฟันผุ  เหงือกอักเสบ  และพบว่าสาเหตุนี้นำไปสู่หลอดเลือดหัวใจเสื่อมมากขึ้น
               คนที่เป็นเบาหวานมีโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจมากน้อยแค่ไหนเพียงแค่ระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติทั่วไปก็มีโอกาสเป็นโรคหัวใจได้  ดังนั้นคนที่เป็นเบาหวานยิ่งมีโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจสูงมาก  ในกรณีของคนที่เป็นเบาหวานเป็นที่ทราบกันดีว่าจะมีอาการทางด้านปลายประสาทอักเสบ  ทำให้ความรู้สึกเจ็บปวดลดลงเมื่อโรคหัวใจกำเริบ  คืออาการเจ็บหน้าอกหรือแน่นหน้าอก  สาเหตุนี้ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานไม่รู้ตัวว่าตัวเองมีโรคแทรกซ้อนอยู่
               ผู้ป่วยเบาหวานจะมีโอกาสเป็นโรคแทรกซ้อนเกี่ยวกับหัวใจมากน้อยแค่ไหนสำหรับคนที่ป่วยเป็นเบาหวานแล้วเกิดโรคแทรกซ้อน  คือ  หัวใจนั้นอยู่ที่  50 % โดยเฉพาะคนป่วยเป็นเบาหวานมาระยะเวลานาน  ยิ่งต้องระวังเพราะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจมาก  แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการควบคุมปัจจัยหลายๆอย่างด้วย  ผู้ที่เป็นเบาหวานหากสงสัยว่าตนเป็นโรคหัวใจแฝงอยู่ควรทำอย่างไร สิ่งแรกควรมาพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจร่างกายในขั้นต้นแล้วจึงทำการตรวจกราฟหัวใจ  จากนั้นจะทำการประเมินว่ามีอาการอย่างไรบ้าง  เป็นที่ทราบกันดีว่าผู้ป่วยเบาหวานมักจะไม่แสดงอาการของโรคหัวใจ  ดังนั้นจึงแนะนำว่าคนที่มีปัจจัยเสี่ยง  คือทราบว่าตัวเองป่วยเป็นโรคเบาหวาน  หรือคนที่มีช่วงอายุเกิน 40 ปีในผู้ชาย และหลังหมดประเดือนในผู้หญิงก็ควรได้รับการตรวจเช่นกัน โดยตรวจด้วยวิธีเดินสายพานเพื่อให้ทราบถึงมูลเหตุของโรคหัวใจอย่างชัดเจน และขั้นตอนต่อไปคือการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อดูว่าหลอดเลือดหัวใจตีบหรือไม่  แต่หากผลการตรวจเดินสายพานบ่งบอกชัดเจนว่ามีเส้นเลือกหัวใจตีบ ก็สามารถข้ามขั้นตอนการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ไปสู่การฉีดสีดูเส้นเลือดหัวใจโดยตรง  โดยการเจาะเข้าเส้นเลือดแดงที่ข้อมือหรือขา  เพื่อสอดสายสวนขึ้นไปสู่เส้นเลือดหัวใจแล้วจึงฉีดสี  วิธีนี้จะทำให้ทราบผลอย่างแน่นอน
                การรักษาโรคผู้ป่วยโรคหัวใจที่เป็นเบาหวานกับไม่เป็นแตกต่างกันอย่างไรการรักษาแตกต่างกันอย่างแน่นอน  โดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวานเพียงแค่มีอาการแน่นหน้าอกและเหนื่อยง่าย  ให้วิเคราะห์ได้เลยว่ามีโอกาสเป็นเส้นเลือดหัวใจตีบสูง  ต่างจากคนทั่วไปในวัย  40  ปี ขึ้นไปสำหรับผู้ชาย  หรือวัยหมดประจำเดือนในผู้หญิง  ซึ่งบางที่อาจจะไม่มีอาการของเบาหวานเพียงเข้ารับการตรวจเล็กน้อย            สำหรับการรักษานั้น  ผู้ป่วยเบาหวานจะรักษายากกว่า  เนื่องจากการรักษาโรคหัวใจต้องควบคุมเบาหวาน  ควบคุมไขมันและควบคมความดัน  โดยในการควบคุมไขมันและความดันนั้นทำได้ไม่ยาก  เพราะตัวยาที่ใช้ให้การผลดีกับการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทั้งสองอย่าง  ตรงกันข้ามกับเบาหวานที่ควบคุมยาก  เพราะนอกจากจะรักษาด้วยยาแล้ว  ต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานด้วยจึงจะได้ผล  และกรณีที่คนป่วยเป็นเบาหวานเกิดหลอดเลือดตีบรักษาด้วยการทำบอลลูน  โดยการใส่ขดลวดเขาไปแล้ว  พบว่าการที่หลอดเลือดจะกลับมาตีบซ้ำ  มีความเป็นไปได้สูงกว่าคนปกติทั่วไปถึง  10%  ถ้าผู้ป่วยเป็นเบาหวานควบคุมเบาหวานไม่ดีเห็นชัดเจนเลยว่าการรักษาค่อนข้างจะยากกว่า  และอีกหนึ่งกรณีคือลักษณะเส้นเลือดของคนที่เป็นโรคหัวใจที่ป่วยเป็นเบาหวาน  จะมีลักษณะขรุขระมากกว่าคนปกติทั่วไป  ทำให้การรักษาด้วยการทำบอลลูนต้องในขดลวดหลายอันและในบางจุดก็ไม่สามารถใส่ได้  จึงถือเป็นการยากมากสำหรับการรักษาโรคัวใจในผู้ป่วยเบาหวานผู้ป่วยเบาหวานจะสามารถป้องกันตนเองจากโรคแทรกซ้อนเกี่ยวกับหัวใจได้หรือไม่            ป้องกันได้โดยควบคุมเบาหวานให้ดีที่สุด  ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม  และต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด  เช่น  ควรวางแผนเรื่องอาหาร  การออกกำลังกาย  การรับประทานยาเพื่อควบคุมระดับน้ำตลอย่างสม่ำเสมอ  ตลอดจนทราบถึงปัจจัยเสี่ยงและการป้องกันรวมทั้งอาการของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ           
                   โอกาสของผู้ป่วยเบาหวานที่จะเป็นโรคหัวใจถือว่ามีความเสี่ยงสูงมาก  ดังนั้นควรควบคุมเบาหวานให้ดีที่สุด  รวมถึงต้องควบคุมปัจจัยเสี่ยง  ปรับปรุงพฤติกรรมเรื่องอาหารการกิน  การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  ตลอดจนมีการพักผ่อนที่เพียงพอ  ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้มากจนเกินไปและที่สำคัญต้องเชื่อฟังคำแนะนำ  รวมถึงการปฏิบัติตามแพทย์สั่ง  การรักษาจึงจะได้ผลดี ข้อมูลบทสัมภาษณ์ ศ.นพ.เกียรติชัย  ภูริปัญโญ
จากนิตยาสารเบาหวาน  ฉบับ พ.ย. ธ.ค. 51
 

วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2554

นมแม่แสนวิเศษ

             อาหารชั้นเลิศสำหรับลูกน้อย  สำหรับเด็กทารกแล้ว  อาหารชั้นเลิศใดๆในโลกคงทียมไม่ได้กับน้ำนมของแม่  ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใดน้ำนมแม่ล้วนจัดถูกให้เป็นสุดยอดเมนูคู่ลูกน้อยทุกคน  ในปัจจุบันการตื่นตัวการกินนมให้ลูกนมแม่มากขึ้น  ยิ่งในช่วงที่ผ่านมามีปัญหานมผสมการปนเปื้อนของสารเบลานีน  นอกจากนี้ยังเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่าเด็กที่กินนมแม่จะมีพัฒนาการทางด้านต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย  อารมณ์  สติปัญญา  และความสามารถในการปรับตัว  การเรียนรู้สูงกว่าเด็กที่ไม่ได้กินนมแม่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  จึงน่าจะถือว่าการมให้ลูกกินนมแม่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าของพ่อแม่  ( Parental  investment ) ดีกว่าการฝากธนาคาร  หรือการซื้อหุ้น  เพราะผลประโยชน์ที่ได้รับมีแต่เพิ่มขึ้นๆตามอายุของลูก      
             การให้ลูกกินนมแม่มีประโยชน์ต่อคน  3  กลุ่ม  กล่าวคือ  ประโยชน์ต่อตัวคุณแม่จะทำให้น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นมากมายในระหว่างการตั้งครรภ์ลดลงอย่างรวดเร็ว  โดยไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งสถานเสริมความงามต่างๆ  นอกจากนี้โอกาสในการเป็นมะเร็งเต้านมของแม่ก็ลดลงด้วย  ประโยชน์ต่อลูกคือ  เด็กที่กินนมแม่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้  หอบหืด  ผื่นแพ้  และโรคติดเชื้อในระบบต่างๆ  เช่น  ระบบทางเดินหายใจ  ระบบทางเดินอาหาร  ฯลฯ  ลดลงและยังเป็นเด็กที่เลี้ยงง่าย  มีพัฒนาการทั้งด้าน IQ,EQ และ Q ต่างๆเพิ่มขึ้น  ประโยชน์ต่อตัวคุณพ่อ  แน่นอนประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อนมผสมต่างๆ  แถมยังช่วยเพิ่มความสัมพันธ์ในครอบครัวให้อบอุ่นเข้มแข็งอีก 
            ประโยชน์ของนมแม่      นมแม่เป็นอาหารที่ดีและเหมาะสมที่สุดในการเลี้ยงทารก  เพราะมีสารอาหารต่างๆครบถ้วน  ปริมาณเหมาะสมและเพียงพอต่อความต้องการของทารก  ย่อยและดูดซึมง่าย  ต่างจากนมผสมต่างๆที่พยายามจะเพิ่มโปรตีนหรือสารอาหารต่างๆลงไปจนสูงเกินความต้องการของทารก  ซึ่งอาจส่งผลเสียในอนาคตมากกว่าผลดี  นมแม่มีทอรีน  ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่จำเป็นสำหรับทารกสูงกว่านมวัวถึง  55 เท่า  ซึ่งทอรีนนี้เป็นส่วนที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อ  สมองและเซลล์รับภาพของตา  นมแม่ยังมีนิวคลีโอไทด์  ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับกระบวนการต่างๆของเซลล์ที่จำเป็นต่อโครงสร้างการเจริญเติบโต  พลังงานและเมตาบอลิซึมต่างๆมนร่างกาย 
            นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมการย่อย  และการเจริญของเยื่อบุลำไส้เล็ก  ทำให้ทารกแรกเกิดที่มีน้ำหนักตัวน้อย  มีการเจริญเติบโตที่เร็วขึ้น   ช่วยนากรดูดซึมธาตุเหล็ก  และช่วยเสริมภูมิคุ้มกันโรค  สำหรับนมผสมนั้นมีปริมาณนิวคลีโอไทด์น้อย  และชนิดทีมียังแตกต่างจากนมแม่มาก  ไขมันในนมแม่ที่เรารู้จักมีหลายชนิด  แต่ชนิดที่สำคัญและมีการพูดถึงกันอย่างแพร่หลายก็คือ  DHA  นั่นเอง  ไขมันเหล่านี้มาจากไขมันในอาหารของแม่  ไขมันที่เต้านมสังเคราะห์ขึ้นและไขมันที่สะสมไว้ในเนื้อเยื่อของแม่  เพราะฉะนั้นอาหารทีแม่กินจึงมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับชนิดและคุณภาพของไขมันในน้ำนมด้วย  นอกจากนี้ในนมแม่ยังมีประโยชน์ด้านการส่งเสริมด้านการสร้างภูมิคุ้มกันในเชื้อโรคต่างๆได้อีกด้วยมารู้จักนมแม่ให้มากขึ้น     
           โดยปกติแล้วนมแม่แต่ละช่วงจะแตกต่างกัน  แบ่งคร่าวๆก็คือ ในช่วง 2 3 วันแรกหลังคลอดเรียกว่า  Colostrum (น้ำนมเหลือง)  ระยะต่อมาถึง 2 สัปดาห์หลังคลอดเรียกว่า Transitional milk หลังจากนั้นเรียกว่า Mature milk  เห็นมั้ยคะ  ธรรมชาติแสนวิเศษ  นมแม่แต่ละช่วงมีความเหมาะสมกับลูกในแต่ละวัย  เพราะฉะนั้นคงไม่เกินเลยไปนักหากจะกล่าวว่า  นมแม่สิแน่จริง  น่าจะเป็นสิ่วที่ถูกต้อง     

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554

ไขมันเกาะตับอันตราย เสี่ยงมะเร็งตับ ตับแข็ง

ไขมันเกาะตับอันตราย  เสี่ยงมะเร็งตับ  ตับแข็ง     
            หากพูดถึงโรคตับแข็งหรือมะเร็งตับ  เรามักจะนึกถึงสาเหตุการเกิดโรคว่ามาจากการดื่มสุรา  ไวรัสตับอักเสบ  หรือมาจากยาบางชนิด  แต่ในที่นี้จะขอกล่าวถึงตัวการสำคัญอีกประเภทที่ทำให้เกิดโรคร้ายกับไตได้เช่นกันคือ  ภาวะไขมันสะสมในตับ  ที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มสุรา  ซึ่งเป็นอีกสาเหตุที่พบบ่อยและพบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ในปัจจุบันทางการแพทย์เรียกภาวะนี้ว่า  Non Alcoholic  Fatty  Liver  Disease  (NAFLD) หรือถ้ามีการอักเสบหรือบวมของเซลล์ตับร่วมด้วย  ก็จะเรียกว่า  Non Alcoholic  Steatohepatitis  (NASH)
ภาวะสะสมไขมันในตับ(หรือโรคไขมันเกาะตับ)     
            คือ  ภาวะที่มีการสะสมไขมันภายในเซลล์ตับ  ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปของไตรกลีเซอไรด์  โดยอาจมีเพียงการสะสมของไขมันอย่างเดียว  หรืออาจมากรอักเสบของตับร่วมด้วย  ซึ่งในผู้ป่วยบางราย  การเรื้อรังนี้อาจนำไปสู่การเกิดพังผืดในตับ  หรือที่เราเรียกว่าภาวะตับแข็งได้ภาวะไขมันสะสมได้บ่อยขนาดไหน?      การศึกษาในประเทศอเมริกาและญี่ปุ่นพบว่าประชากรทั่วไปประมาณร้อยละ  10 20  มีภาวะไขมันสะสมในตับโดยการตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวด์  และประมาณร้อยละ 1 3 จะพบการอักเสบเรื้อรังของตับร่วมด้วย  โดยจะพบเพิ่มขึ้นในประชากรที่มีอายุมากกว่า  40  ปีขึ้นไป  สำหรับประเทศไทยยังไม่มีความชุกของโรคนี้ชัดเจน  แต่เชื่อว่าคงใกล้เคียงกับข้อมูลของต่างประเทศ      กรณีที่ผู้ป่วยมีค่าการทำงานของตับผิดปกตินานกว่า  3  เดือน  ซึ่งบอกถึงภาวะตับอักเสบเรื้อรังโดยที่ไม่ได้เกิดจากไวรัสตับอักเสบ  บี,  ซี,  การดื่มสุรา  หรือรับประทานยา  พบว่ามากว่าร้อยละ  60  ของผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีภาวะไขมันสะสมในตับที่อาจเป็นสาเหตุได้
สาเหตุและความเสี่ยงของภาวะไขมันสะสมในตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มสุรา     
           สาเหตุของโรคนี้  ปัจจุบันยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด  อาจมีหลายปัจจัยร่วมด้วยกัน  โดยข้อมูลในปัจจุบันเชื่อว่าปัจจัยสำคัญของการเกิดภาวะไขมันสะสมในตับคือ ภาวะดื้อต่ออินซูลิน ( insulin resistance  )และจากนั้นอาจมีกลไกอื่นที่มากระตุ้นให้เซลล์ตับที่มีไขมันเกาะอยู่นั้นเกิดการอักเสบและการตายของเซลล์ตับลักษณะผู้ป่วยที่มีความสัมพันธ์กับการดื้อต่ออินซูลิน  หรือที่ทางการแพทย์เรียกอาการกลุ่มนี้ว่า  Metabolic syndrome   ได้แก่ผู้ป่วยที่มีลักษณะต่อไปนี้1.  อ้วน  โดยเฉพาะอ้วนที่ลำตัว  หรือลงพุง (รอบเอวมากกว่า  36  นิ้วในผู้ชาย  หรือมากกว่า  32  นิ้วในผู้หญิง )2.  เป็นเบาหวาน3.  ไขมันในเลือดสูง  โดยเฉพาะไขมันไตรกลีเซอไรด์4.  ความดันโลหิตสูง   พบว่าผู้ป่วยที่มีอย่างน้อย  1  ข้อ  ดังกล่าว  จะมีโอกาสเกอดภาวะไขมันในตับสูง  กล่าวคือประมาณร้อยละ  80  ของคนอ้วน  และร้อยละ 20 40 ในผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีภาวะสะสมไขมันในตับ
อาการของภาวะสะสมในตับ           
           ผู้ป่วยส่วนมากไม่มีอาการ  มักตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจเช็คสุขภาพ  ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการจุกแน่นชายโครงด้านขวา  หรือในรายที่เป็นมานานอาจมีอาการเริ่มต้นของภาวะตับแข็ง  เช่น  อ่อนเพลีย,ท้องโต  เป็นต้น  การตรวจร่างกายโดยแพทย์  ในระยะแรกมักจะปกติหรือพบแค่การตรวจเลือด  การดูการทำงานของตับ  จะพบค่า  ALT และ AST  มีค่าสูงกว่าปกติประมาณ 1.5 4 เท่า  ซึ่งบ่งถึงการอักเสบของเซลล์ตับ  และอาจมีค่า ALP สูงขึ้นเล็กน้อย 
การวินิจฉัยภาวะสะสมไขมันในตับ        
1.  ตรวจเลือดดูการทำงานของตับ  จะพบว่ามีการอักเสบ (ค่า ALT และ AST  สูงขึ้นกว่าปกติ        
2.  ตรวจเลือดดูระดับน้ำตาลและไขมัน  อาจมีค่าสูงกว่าปกติ        
3.  ตัดโรคอื่นที่เป็นสาเหตุของภาวะตับอักเสบเรื้อรังออกไป  โดยประวัติและการตรวจเลือด (เช่น  การดื่มสุรา, ทานยา ,ไวรัสตับอักเสบ  บี  หรือซี  เป็นต้น)  หรือบางรายอาจจำเป็นต้องเจาะตรวจชิ้นเนื้อตับ       
4.  ตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวด์  จะพบว่าตับมีสีขาวขึ้นกว่าปกติ  และอาจมีขนาดโตขึ้นเล็กน้อย  ซึ่งเกิดจากการที่มีไขมันแทรกอยู่ในเซลล์ตับทั่วๆไป        
 5.  ตรวจด้วยวิธีเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ( CT scan ) และเอกซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ( MRI         
 6.  เจาะชิ้นเนื้อตับมาตรวจทางพยาธิวิทยา  ซึ่งมีประโยชน์ช่วยบอกสาเหตุ  และประเมินความรุนแรงของภาวะตับอักเสบอาจจำเป็นต้องทำในผู้ป่วยบางราย
อันตรายของภาวะไขมันสะสมในตับ           
            โดยรวมแล้วไขมันสะสมในตับมักมีพยากรณ์โรคที่ดี  เราสามารถแบ่งภาวะความรุนแรงของภาวะไขมันสะสมในตับได้เป็น  4  ระดับตามลักษณะทางพยาธิวิทยา  โดยผู้ป่วยส่วนมาก  จะอยู่ในระดับที่ 1 และ 2 ซึ่งไม่รุนแรง  คือมีเพียงไขมันสะสมในเซลล์ตับอย่างเดียวหรืออาจมีการอักเสบที่ไม่รุนแรงร่วมด้วย ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะสบายดีแม้ว่าจะติดตามไปนาน 10 20 ปีสำหรับผู้ป่วยกลุ่มที่มีภาวะไขมันสะสมในตับในความรุนแรงระดับ 3 และ 4 กล่าวคือมีการอักเสบรุนแรงทำให้เซลล์ตับบวม  และอาจมีพังผืดในตับเกิดขึ้นร่วมด้วย  กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ต้องระวังเนื่องจากสามารถเกิดตับแข็งได้ได้ร้อยละ 20 30 ในเวลา 10 ปี และทำให้เสียชีวิตจากโรคตับ  หรือมะเร็งตับได้ประมาณร้อยละ 9  ในเวลา  10  ปี  โดยปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อยในผู้ป่วยที่จะมีการดำเนินโรคที่รุนแรงนี้  ได้แก่  อายุมาก  อ้วนมาก  หรือเป็นเบาหวานร่วมด้วย
การปฏิบัติตัวเมื่อทราบว่าตนเองมีภาวะไขมันสะสมในตับ           
            เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มียาที่ได้ผลการรักษาดีมาก  หรืหายขาดจากโรคนี้  ดังนั้นการรักษาที่สำคัญ  และได้ประโยชน์มากที่สุดคือการลดน้ำหนัก  ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าลดไขมัน  และการอักเสบในตับได้จริงโดยเฉพาะกรณีที่ผู้ป่วยอ้วน  อีกทั้งยังมีผลดีต่อสุขภาพโดยรวมด้วย  แนะนำให้ค่อยๆลดน้ำหนักลงประมาณ 1 2 กิโลกรัมต่อเดือน  โดยตั้งเป้าให้ลดลงอย่างน้อยร้อยละ  15  ของน้ำหนักเริ่มต้น  หรือจนน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ  วิธีลดน้ำหนักที่ถูกสุขภาพ  คือควบคุมอาหารควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง  ได้แก่  นม  เนย  ชีส  กะทิ  ปลาหมึก  กุ้ง  ไขมันสัตว์  และไข่แดง  การทานอาหารจำพวกแป้ง  หรือน้ำตางมากเกินไป  ก็สามารถเปลี่ยนเป็นไขมันไตรกลีเซอไรด์ได้เช่นกัน  ควรลดขนาดอาหารของมื้อแต่ละมื้อ  โดยเฉพาะมื้อเย็น  แต่ต้องพึงระวังไว้ว่าการลดน้ำหนักที่เร็วเกินไปหรือลดอย่างผิดวิธี  เช่นการอดอาหาร  หรือการใช้ยาลดความอ้วนโดยไม่มีข้อบ่งชี้อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ  และทำให้ตับอักเสบแย่ลงได้            การควบคุมระดับน้ำตาล  และระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ  สำหรับผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้  การใช้ยาลดไขมันจะสามารถลดระดับไขมันในเลือด  รวมถึงความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดได้  อีกทั้งยาลดไขมันเองยังก่อให้เกิดตับอักเสบได้ในผู้ป่วยบางราย  ดังนั้น จึงเริ่มต้นแนะนำให้ควบคุมอาหารร่วมกับออกกำลังกายก่อนเสมอ  และในรายที่ต้องใช้ยาลดไขมัน  ก็ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์  ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเหล้า  และการใช้ยาที่ไม่จำเป็น  โดยเฉพาะยาสมุนไพรที่เราไม่ทราบส่วนผสม  เนื่องจากยาเหล่านี้อาจส่งผลเสียต่อตับโดยตรง  และจะทำให้แพทย์มีความสับสนในการติดตามภาวการณ์อักเสบของตับโดยการตรวจเลือดได้การรักษาภาวะไขมันสะสมในตับด้วยยา            เป้าหมายของการรักษาภาวะไขมันสะสมในตับ  คือ  ลดปริมาณไขมันและการอักเสบภายในตับ  เพื่อป้องกันการเกิดพังผืดหรือตับแข็งในอนาคต  ซึ่งยาที่ใช้รักษาในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วงการศึกษาวิจัย  อย่างไรก็ตาม  มียาหลายตัวที่มีหลักฐานจากการศึกษามากพอสมควร  และมีข้อมูลบ่งว่าน่าจะมีประโยชน์  สามารถลดความผิดปกติของค่า ALT และ AST  ในเลือด  รวมถึงการลดปริมาณไขมันและการอักเสบภายในตับลงได้  ได้แก่  1.  ยากลุ่มกระตุ้นความไวต่ออินซูลิน  ได้แก่ยา  Metformin  และ  Thiazolidinediones 2.  วิตามินอี  ขนาด 800 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน  ซึ่งมีฤทธิ์ต้านสารอนุมูลอิสระ ( Anti oxidant ) 3.  ยา Pentoxifylline  มีฤทธิ์ต้านสาร  TNF  ซึ่งเกี่ยวข้องกับการอักเสบของตับ4.  Ursodeoxycholic  Acid  ( UCDA ) เป็นกรดน้ำดีที่มีประโยชน์กับตับ5.  Silymarin เป็นสารสกัดจากดอก Milk  Thrisle  มีฤทธิ์ต้านสารอนุมูลอิสระ      เนื่องจากยาแต่ละตัวอาจมีผลข้างเคียงได้และเหมาะสมกับผู้ป่วยกลุ่มต่างๆกัน  ดังนั้นการใช้ยาควรอยู่ในความควบคุมดูแลของแพทย์  เพื่อการติดตามที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยที่เกิดตับแข็งแล้ว  ก็ยังมีการรักษาอีกหลายอย่างที่จะช่วยให้อาการดีขึ้น  และภาวการณ์ป้องกันแทรกซ้อนได้  ตลอดจนปัจจุบันการผ่าตัดเปลี่ยนตับในกรณีที่เป็นตับแข็งในระยะสุดท้าย  สามารถทำได้แล้วในประเทศไทย