วันจันทร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2555

การรักษาอาการปวดคอปวดหลังเรื้อรังโดยไม่ต้องผ่าตัด

การรักษาอาการปวดคอปวดหลังเรื้อรังโดยไม่ต้องผ่าตัด

อาการปวดคอปวดหลังเป็นปัญหาที่พบกันได้บ่อยในคนทุกวัย
  
อาการปวดสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งทำให้ยากต่อการวินิจฉัยและการรักษา สาเหตุส่วนใหญ่ของอาการปวดคอปวดหลังอย่างเฉียบพลันเกิดจากการใช้งานของคอ หรือหลังมากเกินไปในวิธีที่ผิด เช่น การก้มหรือเงยนานเกินไปในเวลาทำงาน นั่งหรือนอนผิดท่า ยกของหนัก นั่งทำงานหรือขับรถนาน ๆ เล่นกีฬาหรือออกกำลังกายหักโหมเกินไป หรือบางครั้งอาจเกิดขึ้นหลังประสบอุบัติเหตุ
  
พฤติกรรมเหล่านี้จะทำให้กล้ามเนื้อกับเส้นเอ็นต่าง ๆ รอบกระดูกสันหลังรวมถึงหมอนรองกระดูกเกิดการบาดเจ็บจากการฉีกและอักเสบ ผลที่ตามมาคือ ความตึงเคล็ดของกล้ามเนื้อที่คอหรือหลัง นอกจากนั้นการเคลื่อนไหวที่คอและหลังจะขยับได้น้อยลงและจะมีอาการปวดเวลาใช้ งาน ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะดีขึ้นเอง ซึ่งการใช้ยาแก้ปวดแก้อักเสบสามารถบรรเทาอาการให้หายเร็วขึ้นได้
  
ในกรณีที่ผู้ป่วยปวดคอหรือหลังเรื้อรังมานาน โดยเฉพาะผู้ป่วยวัยกลางคนหรือผู้สูงอายุ สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากการเสื่อมของข้อกระดูกคอหรือหลัง หรือโรคข้อกระดูกอักเสบ โดยที่อาการปวดมักเกิดขึ้นในเวลาที่ใช้งาน เช่น ก้ม เงย หรือยกของ
  
ด้านการรักษา นอกจากการใช้ยาแล้ว ยังต้องทำกายภาพบำบัดร่วมด้วยเป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิตให้เหมาะสม วิธีรักษาอื่น ๆ ที่สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดคือ การรักษาด้วยอัลตราซาวด์ การดึงคอดึงหลัง การใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าและการออกกำลังกายที่หลัง ซึ่งเป็นวิธีการออกกำลังกายที่เน้นกล้ามเนื้อบริเวณหลัง โดยทำท่าเหมือนการวิดพื้นแต่แตกต่างจากการวิดพื้นตรงที่สะโพกติดพื้นและให้ ส่วนบนของลำตัวตั้งแต่ศีรษะถึงเอวเงยขึ้นจากพื้น ฉะนั้นกล้ามเนื้อหลังจะแอ่นขึ้นมาดังภาพ
  
ถ้าผู้ป่วยมีอาการปวดร้าวลงแขนหรือขาร่วมด้วย มีอาการอ่อนแรงชาหรือเดินลำบาก แสดงว่าเกิดการกดทับเส้นประสาท ส่วนใหญ่จะมาจากหินปูนที่เกาะรอบ ๆ ข้อกระดูกที่คอหรือหลังที่มีสาเหตุมาจากความเสื่อมของข้อหรือจากหมอน รองกระดูกที่กดทับเส้นประสาท
  
สาเหตุอื่น ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้แต่พบไม่บ่อยนักและเป็นสาเหตุสำคัญที่ควรรีบรักษาคือ เนื้องอกที่กระดูกสันหลัง หรือการติดเชื้อในกระดูกสันหลัง ถ้ามีอาการเช่นนี้ควรรีบมาพบแพทย์เพราะถ้าได้รับการรักษาไม่ทันท่วงทีระบบ ประสาทอาจจะไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้ แต่ถ้าได้รับการรักษาเร็วเส้นประสาทสามารถกลับมาทำงานเป็นปกติได้ โดยแพทย์จะประเมินอาการและพิจารณาการทำเอกซเรย์และสแกนแม่เหล็ก (เอ็มอาร์ไอ) เพื่อแยกสาเหตุเหล่านี้ และเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม
  
ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ ปัจจุบันนี้เราสามารถค้นหาสาเหตุความเจ็บปวดได้โดยละเอียดพร้อมรักษาได้ อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องผ่าตัด ด้วยวิธีฉีดยาชาและยาลดการอักเสบเข้าไปที่โครงกระดูกสันหลังและรอบ ๆ เส้นประสาทอย่างตรงจุดที่ต้นสาเหตุโดยใช้เอกซเรย์นำทิศทางปลายเข็มไปยัง ตำแหน่งที่ต้องการ เช่น ที่หมอนรองกระดูกสันหลังบริเวณรอบ ๆ เส้นประสาทเล็กที่ออกมาจากโครงกระดูกสันหลัง ข้อเล็กของกระดูกสันหลัง ข้อที่เชื่อมกับสะโพก หรือเป็นการฉีดซีเมนต์เทียม เพื่อรักษาอาการปวดหลังหรือหลังค่อมจากโรคกระดูกพรุน เพื่อเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก รวมถึงแก้ไขความโค้งผิดปกติของกระดูกสันหลังด้วย ซึ่งผู้ป่วยไม่ต้องผ่าตัดและกลับบ้านได้ภายในวันเดียวกัน
      
สำหรับผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดนั้น การผ่าตัดด้วยวิธีแผลเล็กเจ็บน้อย (Minimally Invasive Spinal Surgery) ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ปลอดภัยมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วและกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติดังเดิม.

นายแพทย์วัฒนา มหัทธนกุล
ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกสันหลังและระบบประสาท
สาขาประสาทศัลยศาสตร์ ภาควิชาศัลยศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล


วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2555

การตรวจหัวใจด้วยการวิ่งสายพาน

การตรวจหัวใจโดยการวิ่งสายพาน


การตรวจหัวใจโดยการวิ่งสายพานเป็นการตรวจคลื่นไฟฟ้า หัวใจในขณะที่วิ่ง หากมีหลอดเลือดตีบ เลือดจะไปเลี้ยงหัวใจไม่พอก็จะทำให้กราฟไฟฟ้าหัวใจแสดงผลออกมา
การตรวจหัวใจโดยการวิ่งสายพานตรวจอะไรได้บ้าง
  • เมื่อสงสัยว่าหลอดเลือดหัวใจจะตีบจนกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
  • หาสาเหตุของหัวใจเต้นผิดปรกติ
  • ประเมินการรักษาดรคหัวใจ
  • ตรวจก่อนการออกกำลังกายในกลุ่มที่เสี่ยงต่อโรคหัวใจ
การตรวจหัวใจโดยการออกกำลังกาย
การทดสอบโดยการออกกำลังกาย หมายถึงการทดสอบที่ทำให้หัวใจทำงานมากขึ้นร่วมกับการวัดความดันโลหิต และกราฟคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การทำให้หัวใจทำงานหนักอาจจะใช้เครื่องวิ่งสายพาน หรือขี่จักรยาน บางครั้งอาจจะใช้ยากระตุ้น ส่วนการทดสอบหัวใจโดยการออกกำลังกาย โดยใช้เครื่องตรวจด้วยคลื่นเสียงหรือทางรังสีจะไม่กล่าวในที่นี้
ประโยชน์ของการตรวจหัวใจในการออกกำลังกาย
  1. เพื่อการวินิจฉัย เช่นผู้ป่วยที่มีอาการแน่หน้าอก เราทดสอบหัวใจโดยการวิ่งเพื่อตรวจว่ามีเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบหรือไม่
  2. เพื่อประเมินความรุนแรง/ความเสี่ยงหรือพยากรณ์โรคของผู้ป่วยที่มีเส้นเลือดหัวใจตีบ
  3. ประเมินความเสี่ยงของผู้ป่วยที่มีกล้ามเนื้อหัวใจตาย
  4. การตรวจเพื่อประเมินโรคหัวใจก่อนการผ่าตัด
ในการส่งตรวจแพทย์จะต้องคำนึงอะไรบ้าง
  1. คุณภาพ ความชำนาญ ประสบการณ์ของผู้ร่วมงาน
  2. ความไว ความจำเพาะ และความแม่นยำของการตรวจ
  3. ค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบการตรวจชนิดอื่น
  4. ผลการตรวจมีผลต่อการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงการรักษาหรือไม่
  5. ผลทางจิตวิทยาของการตรวจ
เมื่อไรแพทย์จะส่งตรวจการวิ่งสายพาน
เหตุผลในการส่งตรวจด้วยวิธีวิ่งสายพานได้แก่
  1. ประเมินผู้ป่วยก่อนการผ่าตัด ผู้ป่วยซึ่งมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และหรือมีอาการสงสัยว่าจะเป็นโรคหัวใจขาดเลือดและมีความจำเป็นต้องผ่าตัดโดย เฉพาะการผ่าตัดที่ต้องเสียเลือด หรือการผ่าเข้าช่องทรวงอก อาจจะจำเป็นต้องตรวจหัวใจว่ามีเส้นเลือดตีบหรือไม่
  2. ตรวจผู้ป่วยที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน แพทย์อาจจะตรวจโดยการวิ่งบนสายพานก่อนกลับบ้านและนัดมาตรวจอีกครั้งหลังจาก ผู้ป่วยกลับบ้าน เพื่อประเมินความเสี่ยงว่ามีเส้นเลือดอื่นตีบหรือไม่
  3. ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือด หรือผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บหน้าอก
ข้อห้ามในการตรวจ
แม้ว่าการตรวจด้วยการวิ่งบนสายพานจะปลอดภัย แต่ก็ยังมีข้อห้ามตรวจ ภาวะดังกล่าวได้แก่
  • ผู้ป่วยเส้นเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน(2วัน)
  • ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง
  • ผู้ป่วยที่มีการเต้นของหัวใจผิดปกติที่เกิดอาการและความดันโลหิตไม่คงที่
  • ผู้ป่วยที่มีลิ้นหัวใจเอออติกตีบและมีอาการ Symptomatic severe aortic stenosis
  • ผู้ป่วยหัวใจวายที่ยังคุมอาการไม่ได้
  • ผู้ป่วยที่มีลิ่มเลือดไปอุดหลอดเลือดในปอด Pumonary embolism
  • ผู้ป่วยกล้ามเนื้อและหรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ Acute myocarditis or pericarditis
  • ผู้ป่วยหลอดเลือดแดงแยก Acute aortic dissection
การเตรียมตัวในการตรวจ
  • เตรียมชุดสำหรับไปวิ่งออกกำลังให้สวมสบายๆ รองเท้าสำหรับวิ่ง
  • เตรียมน้ำดื่ม และผ้าสำหรับใช้เมื่ออกกำลังเสร็จ
  • ควรจะมีเพื่อนไปด้วย
จะรับประทานอาหารก่อนตรวจได้หรือไม่
  • สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้ แต่ควรจะงดก่อนการตรวจ 4 ชั่วโมง
  • ควรจะงดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาแฟ เช่น กาแฟ ชา น้ำอัดลม ควรจะงด 24 ชั่วโมงเพราะกาแฟจะมีผลต่อการตรวจ
  • งดบุหรี่ก่อนการตรวจ 24 ชั่วโมง
จะงดยาหรือรับประทานยาต่อ
  • ให้งดยาที่ซื้อรับประทานเองเพราะอาจจะมีส่วนผสมของกาแฟอย่างน้อย 24 ชั่วโมง
  • สำหรับยาที่รักษาโรคให้รับประทานตามปกติ นอกเสียจากแพทย์จะสั่งงด
  • หากท่านเป็นโรคหอบหืดให้นำยาพ่นติดตัวไปด้วย

เป็นโรคเบาหวานจะต้องทำอย่างไร
  • หากท่านใช้อินซูลิน ให้ปรึกษาแพทย์ว่าจะฉีดเท่าไร โดยมากแพทย์จะแนะนำให้ลดขนาดลงครึ่งหนึ่งในวันที่ตรวจ
  • หากท่านรับประทานยาเบาหวานไม่ควรจะงดอาหาร
ขั้นตอนในการตรวจ
  • เมื่อท่านเปลี่ยนชุดเสร็จแล้วพยาบาลจะให้ท่านนอนบนเตียง
  • จะทำความสะอาดหน้าอก 10 จุด แขน ขาสำหรับติดอุปกรณ์
  • เมื่อติดอุปกรณืเสร็จจะมีตัวส่งสัญญาณคลื่นไฟฟ้าติดกับตัวท่าน และต่อเข้าเครื่องตรวจไฟฟ้าหัวใจ
  • พยาบาลจะวัดความดันโลหิตท่านอน ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจท่านอน
  • วัดความดันโลหิตท่ายืน ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจท่ายืน
  • หลังจากนั้นจะให้ท่านขึ้นไปยืนบนลู่วิ่ง
  • ในเบื้องต้นเครื่องจะเดินไปอย่างช้าๆจนกระทั่งท่านคุ้นเคยกับเครื่องแล้วจึงเริ่มการตรวจ
  • เริ่มแรกเครื่องจะเดินช้าและไม่ชันมาก เมื่อเวลาผ่านไปเครื่องจะค่อยเร็วขึ้น ชันขึ้น
  • ท่านวิ่งไปตามปกติไม่ต้องกังวลไม่เจ็บไม่ปวด
  • หากท่านเหนื่อยมาก เจ็บหน้าอก หรือจะเป็นลม หรือมีอาการอื่นให้บอกแพทย์และพยาบาลที่ดูแลท่านอยู่
  • อย่าลงจากเครื่องในขณะที่เครื่องทำงานเพราะอาจจะล้มได้
  • เมื่อวิ่งได้ตามกำหนด หรือผลตรวจให้ผลบวกแพทย์จะหยุดเครื่องซึ่งเครื่องก็จะลดระดับความเร็วและความชันจนกระทั่งหยุด
  • แพทย์จะแปลผลจากกราฟคลื่นไฟฟ้าหัวใจในขณะวิ่ง
ข้อมูลจาก siamhealth.com

วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2555

รักษาการบาดเจ็บด้วยความร้อนลึก

การให้ความร้อนลึก
          มี บทบาทในการบำบัดรักษาอวัยวะส่วนที่อยู่ลึกๆ  เพราะความร้อนตื้นที่ได้จากการประคบด้วยความร้อน กระเป๋าน้ำร้อน การจุ่มลงในถังพาราฟินร้อน และความร้อนจากหลอดอินฟราเรด ไม่สามารถเข้าไปลึกๆ ได้ เพราะความร้อนที่แผ่มาถึงผิวหนังบางส่วนก็สะท้อนกลับไป บางส่วนก็ถูกพาไปโดยอากาศที่ถ่ายเทผ่านส่วนนั้น และไอน้ำที่บริเวณนั้นก็พาความร้อนไปด้วย ความร้อนที่เหลืออยู่ก็จะผ่านเข้าไปยังส่วนลึกด้วยการผ่านลงไปในไขมัน ซึ่งเป็นชั้นที่คั่นระหว่างผิวหนังกับอวัยวะต่างๆ ชั้นไขมันนี้เป็นสื่อความร้อนที่ไม่ดี จึงขัดขวางความร้อนที่ผ่านเข้าไปให้ช้าและน้อยลง ขณะเดียวกันในทุกชั้นที่ผ่านเข้าไปจะมีหลอดเลือด ซึ่งมีกระแสโลหิตไหลผ่านอยู่ตลอดเวลา พาเอาความร้อนที่ผ่านไปบริเวณนั้นไปยังส่วนอื่นๆของร่างกายตลอดเวลา ทำให้ปริมาณความร้อนที่เข้าไปในส่วนลึกไม่เพียงพอสำหรับการรักษา
          ดังนั้น เครื่องกำเนิดความร้อนลึกจึงถูกค้นคว้าและนำมาใช้  มีอยู่ ๓  แบบ คือ เครื่องกำเนิดความร้อนลึกด้วยคลื่นวิทยุชนิดความถี่สูงมากในย่านไมโครเวฟใน ย่านคลื่นสั้น  และเครื่องกำเนิดอัลตราโซนิก เครื่องกำเนิดความร้อนลึกด้วยคลื่นวิทยุ มีการทำงานเช่นเดียวกับเครื่องส่งคลื่นพาหะของวิทยุทั่วไป สำหรับชนิดความถี่สูงมากในย่านไมโครเวฟจะกำเนิดความถี่วิทยุถึง ๒,๔๕๐ เมกะเฮิรตซ์ (megahertz) ด้วยกำลังส่งออกอากาศที่ปรับความแรงได้ถึง ๒๕๐ วัตต์ คลื่นวิทยุที่ส่งออกมา จะถูกบังคับให้พุ่งออกเป็นเส้นตรงคล้ายไฟฉาย แล้วส่องคลื่นวิทยุนี้ไปยังส่วนที่ต้องการรักษาด้วยความร้อนพลังงานของคลื่น วิทยุก็จะถูกเปลี่ยนเป็นความร้อนในเนื้อเยื่อที่คลื่นวิทยุผ่านเข้าไป สำหรับเครื่องกำเนิดความร้อนโดยคลื่นวิทยุชนิดย่านคลื่นสั้น  จะกำเนิดความถี่วิทยุ ๒๗ เมกะเฮิรตซ์ ปรับความแรงได้สูงขึ้น ๖๐๐ วัตต์คลื่นวิทยุจะถูกส่งออกมาจากแผ่นโลหะ  ๒ แผ่น ซึ่งหุ้มด้วยยางไว้เพื่อป้องกันกระแสไฟฟ้ารั่วเป็นอย่างดี เมื่อนำเอาแผ่นทั้งสองไปวางยังส่วนของอวัยวะที่ต้องการพลังงานของคลื่นวิทยุ ก็จะถูกเปลี่ยนเป็นความร้อนในเนื้อเยื่อที่อยู่ระหว่างแผ่นสายอากาศทั้งสอง สำหรับเครื่องอัลตราโซนิกจะมีหลักการคล้ายกัน คือ เป็นเครื่องกำเนิดความถี่อัลตราโซนิก จะให้คลื่นไฟฟ้าความถี่สูง ๑ เมกะเฮิรตซ์ ไปยังก้อนแร่ควอตซ์ ทำให้มีการขยายตัวและหดตัวของก้อนแร่นี้ เมื่อต้องการให้ความร้อนแก่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายก็ใช้หัวที่บรรจุก้อน แร่จ่อให้แนบกับส่วนนั้นๆ โดยใช้สื่อในการนำคลื่นเสียงเข้าไปในร่างกาย ด้วยการทาบริเวณนั้นด้วยน้ำมันหรือสารที่เป็นตัวกลางทำให้การสัมผัสได้แนบ สนิท และถ่ายทอดพลังงานได้เต็มที่ พร้อมกับการถูหัวบรรจุก้อนแร่ไปรอบๆ ตำแหน่งที่ต้องการ เครื่องนี้สามารถปรับความแรงที่ออกมาได้สูงถึง ๓ วัตต์ ต่อตารางเซนติเมตรของหัวบรรจุก้อนแร่ พลังงานคลื่นเสียงจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนในส่วนลึกของร่างกาย ได้ลึกที่สุดในกลุ่มเครื่องให้ความร้อนลึก และยังมีผลดีในการรักษาการติดยึดของข้อต่างๆ ดีกว่าการใช้อุปกรณ์อื่นๆ ในการให้ความร้อนอีกด้วย



วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2555

การกระตุ้นกล้ามเน้อด้วยไฟฟ้าเพื่อรักษาการบาดเจ็บ

การกระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้า
          การใช้กระแสไฟฟ้ากระตุ้นที่กล้ามเนื้อ และเส้นประสาท ถูกนำมาใช้ในสาขาเวชศาสตร์ฟื้นฟูทั้งในด้านการรักษา การวินิจฉัยโรค และการพยากรณ์โรคว่าดีขึ้นหรือเลวลงอย่างไรภายหลังการให้การรักษาเป็นระยะๆ
          โดยหลักการแล้ว การเคลื่อนไหวของร่างกายอยู่ภายใต้อำนาจจิตใจ เกิดขึ้นได้จากการมีคำสั่งจากสมองผ่านมาตามเส้นประสาทยนต์ไปยังกล้ามเนื้อ ถ้ามีเหตุทำให้สมองหรือเส้นประสาทยนต์เสียไป กล้ามเนื้อก็ไม่สามารถเคลื่อนไหวตามความประสงค์ได้ อาทิเช่น การถูกยิง หรือถูกฟันจนเส้นประสาทขาด เป็นผลทำให้กล้ามเนื้อไม่ทำงาน ทำให้เคลื่อนไหวไม่ได้ เราเรียกภาวะนี้ว่า อัมพาต เมื่อเกิดเป็นอัมพาตขึ้นก็ต้องให้การรักษาตามสาเหตุนั้น กล่าวคือ ในกรณีเส้นประสาทขาด
ก็ต้องทำการผ่าตัด ต่อเส้นประสาทที่ขาดเข้าที่เดิม ในระหว่างรอการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อ ก็ต้องใช้กระแสไฟฟ้าชนิดกระแสตรงกระตุ้นผ่านกล้ามเนื้อที่เป็นอัมพาตด้วย ความแรงที่พอเหมาะ ซึ่งประกอบด้วยแรงเคลื่อนกระแสและระยะเวลาที่ไฟฟ้าผ่านเป็นจังหวะๆที่พอดีจะ ทำให้กล้ามเนื้อที่เป็นอัมพาตหดตัวตามจังหวะที่กระแสไฟฟ้าผ่าน
          การทำงานของกล้ามเนื้อด้วยการใช้ไฟฟ้ากระตุ้นจะช่วยชะลออัตราการลีบ  เล็ก และชะลอคุณสมบัติของกล้ามเนื้อให้คงไว้ เพื่อรอเวลาให้ประสาทที่ต่อไว้ทำงานได้เอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะแรกของโรค ขณะกล้ามเนื้อหดตัวและคลายตัวจากการกระตุ้นด้วยไฟฟ้าจะทำให้มีการไหลเวียน ของโลหิตและน้ำเหลืองดีขึ้น ทำให้มีอาหารไปหล่อเลี้ยงส่วนนั้นมากขึ้น ขณะเดียวกันกล้ามเนื้อได้มีโอกาสออกกำลังทำให้การลีบช้าลง เป็นการรอเวลาการงอกของเซลล์ประสาทยนต์เข้าไปตามปลอกของเส้นประสาทไปยัง กล้ามเนื้อที่เป็นอัมพาตนั้นๆ ซึ่งอัตราการงอกของเซลล์ประสาทเฉลี่ยแล้ว ๑ มิลลิเมตรต่อวัน การปล่อยให้กล้ามเนื้อที่เป็นอัมพาตอยู่เฉยๆ จะทำให้กล้ามเนื้อลีบและเปลี่ยนเป็นพังผืดอย่างรวดเร็วเป็นผลให้เซลล์ประสาท ที่งอกไปถึงกล้ามเนื้อไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อที่เปลี่ยนสภาพเป็นพังผืดไป หมดแล้วให้ทำงานต่อไปอีก และครึ่งหนึ่งเมื่อกล้ามเนื้อเปลี่ยนสภาพตัวเองเป็นพังผืดแล้วจะไม่มีโอกาส กลับมาทำงานได้อีกเลย ทำให้เป็นอัมพาตและพิการอย่างถาวร การรักษาด้วยการใช้ไฟฟ้ากระตุ้น สามารถนำมาใช้กับผู้ป่วยโปลิโอที่เป็นอัมพาตเพื่อรอการฟื้นตัวของเซลล์ประสา ทนต์ที่ยังเหลืออยู่ภายหลังการทำลายโดยเชื้อไวรัสและอัมพาตจากสาเหตุอื่นๆ เพื่อรอการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อแทนที่จะปล่อยให้ลีบอย่างรวดเร็ว แล้วเป็นพังผืดจนไม่สามารถฟื้นตัวได้อีกต่อไป



วันจันทร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2555

สร้างกล้ามเนื้อง่าย ๆ ได้ด้วยอาหาร

สร้างกล้ามเนื้อง่าย ๆ ได้ด้วยอาหาร (นิตยสาร APPEAL)

          การ ออกกำลังกายไม่ใช่วิธีเดียวเท่านั้นที่จะทำให้หนุ่ม ๆ มีกล้ามเนื้อแข็งแรงสวยงาม แต่การเลือกทานอาหารที่ดี ก็มีส่วนสำคัญในการช่วยสร้างกล้ามเนื้อให้คุณได้ ถ้าอยากรู้ว่ามีอาหารอะไรบ้างที่เข้าข่ายนี้ ลองอ่านข้อมูลดี ๆ ที่เรานำมาจากหนังสือ APPEAL THE BEAUTY BIBLE ฉบับเดือนกรกฎาคม 2555 กันได้เลย

สร้างกล้ามเนื้อง่าย ๆ ได้ด้วยอาหาร

  ไข่ ถือเป็นตัวช่วยสำคัญอันดับต้น ๆ ของหนุ่ม ๆ ที่เล่นฟิตเนสเพื่อสร้างกล้ามเนื้อเลยล่ะ เพราะนอกจากจะหาซื้อได้ง่าย ราคาถูกแล้ว ประโยชน์ของไข่ขาวก็คือ มีโปรตีนสูง ย่อยง่าย ซึ่งจะช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี หนุ่ม ๆ ที่เล่นเวทหนัก ๆ แนะนำให้ทานไข่ต้มวันละ 2-4 ฟอง เป็นประจำ (แต่ทานเฉพาะไข่ขาวนะ) รับรองกล้ามเนื้อคุณจะแน่นขึ้นจนเห็นได้ชัด

สร้างกล้ามเนื้อง่าย ๆ ได้ด้วยอาหาร

  ปลาแซลมอน เพราะในเนื้อปลาหรือน้ำมันปลาแซลมอนนี้มีสารโอเมก้า 3 ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดอาการอักเสบของกล้ามเนื้อ และยังช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมันในร่างกายอีกด้วย ดังนั้น คุณจึงควรเลือกทานปลาทะเลน้ำลึกอย่างพวกปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน และปลาเทราต์ ฯลฯ เพราะให้ทั้งโปรตีนและกรดไขมันคุณภาพสูงที่ดีต่อร่างกาย


สร้างกล้ามเนื้อง่าย ๆ ได้ด้วยอาหาร

  นม ถือเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญที่หาง่าย และราคาไม่แพง เมื่อตื่นเช้าไปแล้วจะถูกดูดซึมได้ดี แถมยังมีวิตามิน D และแคลเซียมที่จำเป็นต่อร่างกายด้วย ผู้ที่อยู่ในช่วงสร้างกล้ามเนื้อหรือกำลังลดน้ำหนักอยู่ แนะนำให้ดื่มนมรสจืดหรือนมพร่องมันเนยจะได้ประโยชน์ตรงจุดที่สุด


สร้างกล้ามเนื้อง่าย ๆ ได้ด้วยอาหาร

  โยเกิร์ต ประโยชน์ของโยเกิร์ตนอกจากช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีแล้ว โยเกิร์ตยังเหมาะกับคนที่เล่นเวท เพื่อสร้างกล้ามเนื้อด้วย เพราะในโยเกิร์ตมีธาตุสังกะสีอยู่เยอะ ซึ่งช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานได้ดี และยังช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อที่สึกหรอจากการออกกำลังกายอีกด้วย


สร้างกล้ามเนื้อง่าย ๆ ได้ด้วยอาหาร

  ถั่วชนิดต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะให้โปรตีนสูง โดยเฉพาะถั่วเหลือง แล้วในถั่วต่าง ๆ ยังไม่มีไขมันอิ่มตัว ซึ่งเมื่อเทียบกับอาหารจำพวกเนื้อแดง เช่น เนื้อวัว หรือเนื้อหมูแล้ว เนื้อพวกนี้จะมีไขมันอิ่มตัวอยู่เยอะมาก นอกจากนี้อาหารประเภทถั่วยังมีไฟเบอร์ซึ่งช่วยในการขับถ่าย และช่วยในการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อด้วย


สร้างกล้ามเนื้อง่าย ๆ ได้ด้วยอาหาร

  ข้าวโอ๊ต เป็นอาหารธัญพืชที่ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายและยังไม่ทำให้อ้วนอีกด้วย เพราะในข้าวโอ๊ตนั้นมีไฟเบอร์สูง ซึ่งจะช่วยชะลอการดูดซึมและลดไขมันได้ดี


สร้างกล้ามเนื้อง่าย ๆ ได้ด้วยอาหาร

  กาแฟ เนื่องจากในกาแฟมี คาเฟอีนอยู่ ซึ่งประโยชน์ของคาเฟอีนก็คือ มีส่วนช่วยในการเพิ่มพลังให้กล้ามเนื้อ ลดความอ่อนล้า จึงทำให้คุณสามารถออกกำลังกายได้นานขึ้นนั่นเอง


สร้างกล้ามเนื้อง่าย ๆ ได้ด้วยอาหาร

  กล้วยหอม เป็นผลไม้ที่ ให้พลังงานกับผู้ที่ชอบออกกำลังกายหรือนักกีฬา เพราะกล้วยหอมมีแมกนีเซียมที่ช่วยให้กล้ามเนื้อมีแรงและฟื้นตัวจากความ เหนื่อยล้าได้เร็ว ซึ่งหลายคนอาจเคยเห็นนักเทนนิสระดับโลก มักจะทานกล้วยหอมในช่วงพักเบรก ซึ่งก็ไม่ต้องแปลกใจหรอก เพราะกล้วยหอมนี้สามารถทานได้ทั้งก่อนหรือหลังออกกำลังกายเลยล่ะ


สร้างกล้ามเนื้อง่าย ๆ ได้ด้วยอาหาร

  แอปเปิ้ล หากทานเป็นประจำแล้วจะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการทำงานของกล้ามเนื้อ เพราะในแอปเปิ้ลมีสารที่ชื่อเควอซิทิน ซึ่งช่วยต้านอนุมูลอิสระและลดการอักเสบของกล้ามเนื้อในคนที่ออกกำลังกายหนัก ๆ นอกจากนี้ในแอปเปิ้ลยังมีไฟเบอร์ซึ่งจะช่วยดูดซับไขมันได้อีกด้วย


สร้างกล้ามเนื้อง่าย ๆ ได้ด้วยอาหาร

  พริก คือ พืชที่อุดมไปด้วยสารแคปไซซินซึ่งจะเป็นตัวควบคุมไขมัน และเร่งการเผาผลาญไขมันได้ดี อีกทั้งยังมีสารเสริมพลังที่ทำให้กล้ามเนื้อมีแรงมากขึ้น


สร้างกล้ามเนื้อง่าย ๆ ได้ด้วยอาหาร

  น้ำ เป็นของเหลวที่ร่างกายเราขาดไม่ได้เลย นอกจากน้ำจะมีประโยชน์ต่อการลำเลียงสารอาหารต่าง ๆ ผ่านไปตามร่างกายแล้ว น้ำยังมีส่วนช่วยในการเร่งการเผาผลาญในร่างกายเราด้วย ดังนั้น การที่จะมีกล้ามใหญ่ ๆ ได้นอกจากการออกกำลังกาย และเลือกรับประทานทานอาหารแล้ว การดื่มน้ำสะอาดก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คุณมีสุขภาพดี




ขอมูลจาก http://www.yanchaow.com

วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

สเตรทเช็ต (Straight Set)

สเตรทเช็ต (Straight Set) คืออะไร รูปแบบการฝึกทั่วๆไป โดยกำหนดครั้งต่อเชต แล้วเล่นเสร็จ 1 เชตก็พัก ประมาณ 1-2 นาที จากนั้นจึงฝึกเชตต่อๆไปด้วยท่าเดิม ดีอย่างไร


ด้วยเวลาพักระหว่างเชต บวกกับการฝึกที่เน้นกล้ามเนื้อหลักกลุ่มเดียวกันจึงช่วยเพิ่มมัดกล้ามและ ความแข็งแกร่งได้โดยเฉพาะถ้าคุณพักนานพอระหว่างพักเชต กล้ามเนื้อกลุ่มของมัดกล้ามจะยิ่งทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ตั้งแต่ 2-5 เท่าภายในหนึ่งเวริกเอาต์เลยทีเดียว
ฝึกอย่างไร ช่วงเริ่มต้นของการเวิร์ตเอาต์แต่ละครั้ง เป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับการฝึกแบบสเตรทเชต ไม่ว่า

ประการณ์ในการเล่นของคุณจะอยู่ขั้นไหนก็ตาม เพราะในช่วงเริ่มต้นสมาธิและพลังงานของคุณจะยังเต็มเปี่ยมจำเหมาะอย่างยิ่ง ที่จะฝึกท่ายากก่อน เช่น Squat Deadlift Bench Press ให้ฝึกแบบสเตรทเชต 3 เชตๆ 10 ครั้ง โดยเพิ่มน้ำหนักขึ้นทีละนิดในแต่ละเชต

ซูเปอร์เชต (Superset)
คืออะไร เป็นการฝึกที่ประกอบด้วยท่าฝึกสองท่า เน้นกล้ามเนื้อมัดที่ตรงข้ามกัน เช่น ไบเซ็ปส์กับไทรเซ็ปส์ หรือไม่เกี่ยวเนื่องกันเลย เช่น อก และ ไบเซ็ปส์ เป็นต้น โดยฝึกทั้งสองท่าต่อเนื่องกันโดยไม่หยุดพักระหว่างเชต
ดีอย่างไร การเล่นแบบซูเปอร์เชตช่วยประหยัดเวลาในการเล่นและทำให้อัตราการเผาผลาญไขมัน ของคุณเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถฝึกกล้ามเนื้อได้หลายส่วน เช่น ฝึก กล้ามเนื้ออก คู่กับ กล้ามเนื้อหน้าแขนในชูเปอร์เชตหนึ่ง หรือ ฝึก กล้ามเนื้อหลัง คู่กับ กล้ามเนื้อหลังแขนในซูเปอร์เชตหนึ่ง เป็นต้น การยกน้ำหนักมากๆในระยะเวลาอันสั้น ไม่เพียงช่วงเร่งอัตราการย่อยสลายและสร้างโปรตีนของร่างกาย แต่ยังรวมไปถึงการเผาผลาญพลังงานและไขมันให้ทำงานอย่างต่อเนื่องไปอีกหลาย ชั่วโมงแม้คุณจะเล่นเวตเสร็จแล้วก็ตาม
ฝึกอย่างไร คุณสามารถแทรกการเล่นแบบซูเปอร์เซตเจ้าไปตอนไหนก็ได้ของการเวิร์ตเอาต์ และเพื่อให้กล้ามเนื้อหลายส่วนได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แนะนำให้เลือกท่าที่ต้องใช้แรงจากมัดกล้ามและข้อต่อหลายจุดพร้อมกัน ในกลุ่ม Press และ Row เช่น กล้ามเนื้อหน้าอก และ กล้ามเนื้อหลัง หรือ กล้ามเนื้อหัวไหล่ และ กล้ามเนื้อหลัง นอกจากนี้ถ้าคุณอยากจะประหยัดเวลามากขึ้นไปอีกให้เลือกท่าฝึกกล้ามเนื้อที่ ไม่เกี่ยวข้องกันเลยเช่น ท่าที่ต้องใช้แรงจากมือ คู่กับ ท่าที่ต้องใช้แรงด้วยขา หรือฝึกท่า Bench Press และ Squat เป็นต้น การจับคู่ท่าเล่นลักษณะนี้ทำให้กล้ามเนื้อกลุ่มแรกได้พักอัตโนมัติ ระหว่างคุณฝึกท่าที่สอง

ไทรเชต (Triset)
คืออะไร รูปแบบการฝึกที่ประกอบด้วยท่าฝึก 3 ท่า ฝึกต่อเนื่องกันไปโดยไม่พักระหว่างเชต
ดีอย่างไร ไทรเชตช่วยประหยัดเวลาและเร่งกระบวนการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย การเล่นไทรเชตเพียงชุดเดียวสามปรับให้เป็นการฝึกกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่าง กายโดยขึ้นอยู่กับท่าที่คุณเลือกเล่น
ฝึกอย่างไร ไทรเชตเป็นเทคนิคที่ดีสำหรับการฝึกด้วยตัวเองที่บ้าน (หรือในฟิตเนตที่มีคนไม่มากนัก) เพราะคุณจำเป็นต้องใช้หลายอุปกรณ์ในการฝึกเพื่อให้ทั้งสามท่าต่อเนื่องกัน เลือกท่าฝึกพื้นฐานที่เน้นกล้ามเนื้อหลายส่วนในเวลาเดียวกัน เช่น Squat Chin-up Bench Press โดยเริ่มจากไทรเชตวอร์มอัพที่ใช้น้ำหนัก 50% ของน้ำหนักปกติที่คุณเล่นในแต่ละท่า หลังจากนั้นให้เล่นอีก 2-3 ไทรเชตโดยเพิ่มน้ำหนักกที่คุณยกได้ 8 ครั้งต่อเชตฝึกต่อเนื่องกันไปทั้งสามท่าโดยไม่หยุดพักระหว่างเชตย่อยเมื่อ เล่นคบทั้งสามท่าแล้วจึงค่อยพักประมาณ 1-2 นาที แล้วจำเริ่มไทรเชตใหม่

ดรอปเชต (Drop Set)
คืออะไร เทคนิคการฝึกท่าๆหนึ่ง โดยลดน้ำหนักลงเรื่อยๆในแต่ละเชต ฝึกให้ได้ 3-4เซตโดยไม่ต้องพักระหว่างเชต
ดีอย่างไร ดรอปเชตเป็นเทคนิคที่เหมาะสมสำหรับการเวิร์กเอาต์อย่างเร่งด่วน เพราะทำให้กล้ามเนื้อของคุณเกิดการล้าในระยะเวลาอันสั้น ในที่นี้หมายถึงการล้าจากการฝึก ทำให้กล้ามเนื้อเร่งฟื้นฟูซ่อมแซมตัวให้บึ้นบั้นขึ้น  และช่วยเร่งอัตราการเต้นของหัวใจได้ดีนอกจากนี้ดรอปเชตยังให้ความรู้สึกถึง มัดกล้ามที่ตึงหลังจากการเวิร์ตเอาต์ เพราะกล้ามเนื้อส่วนนั้นๆมีเลือกสูบฉีดเต็มที่
ฝึกอย่างไร ดรอปเชตอาจะไม่เหมาะสำหรับมือใหม่หัดเล่น เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังจะเข้าแข่งขัน หรือผู้ที่มีมัดกล้ามแข็งแรงระดับนึงแล้ว เทคนิคนี้เหมาะสำหรับผู้มีเวลาไม่มากนัก แต่แนะนำให้ไม่ควรเล่นดรอปเชตมากกว่าสามครั้งต่อสัปดาห์ เพราะอาจจะทำให้กล้ามเนื้อคุณล้าเกินไปจนเล่นอย่างอื่นไม่ไหว วิธีเล่น เช่นคุณเล่น Bench 3 เชต ให้ดรอปในเชตที่สามโดยการลดน้ำหนักลงเรื่อยๆ ผมของยกตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจง่ายๆ เชตที่1คุณเล่น 90 kg เซตที่2 95 kg เชตที่3 100 kg พอคุณเล่นเซตที่สามเสร็จอย่าเพิ่งหยุดพักให้ลดน้ำหนักลง40% นั้นคือ 60 kg และเมื่อเล่นเสร็จให้คุณลดน้ำหนักลงอีก10-20% นั้นก้อคือ 48-54 kg เล่นต่อเนื่องกันไปแล้วจึงค่อยพักระหว่างเซต ลักษณะนี้เรียกว่าดรอปเซต

เซอร์กิตเซต(Circuit set )
คืออะไร การรวมท่าฝึก หรือการฝึกแบบ (Total-Body Workout) โดยสามารถแทรกการคาดิโอเข้าไปได้เช่น การกระโดดเชือก การกระโดดข้าม Bench
ดีอย่างไร ถ้าคุณเล่นแบบใส่น้ำหนัก เชอร์กิตจะเป็นการฝึกที่เข้มข้มมากๆ แต่ประโยชน์สูงสุดของเทคนิคนี้อยู่ที่การปรับใช้โดยไม่ต้องเพิ่มน้ำหนัก เพื่อเป็นการวรอม์อัพระบบประสาท ข้อต่อและ กล้ามเนื้อ เนื้อจากการเล่นแบบเซอร์กิตนี้สามารถบริหารได้ทั้งร่างกายจึงเหมาะอย่างยิ่ง ที่จะใช้วอร์มอัพก่อนการ Workout และกว่าการวอร์มอัพบนลู่วิ่งซึ่งได้ใช้แต่กล้ามเนื้อขาเท่านั้น
ฝึกอย่างไร คุณจะกลายเป็นตัวป่วนประจำยิมโดยไม่รู้ตัว ถ้าใช้การฝึกแบบเต็มรูปแบบ เพราะการฝึกแบบเซอร์กิตต้องใช้อุปกรณ์หลายชิ้นต่อเนื่องกัน เทคนิคนี้อาจะประยุกต์ใช้เป็นการวอร์มอัพก่อนการ Work outที่ดี คือคุณเล่นอะไรก็ได้ให้ต่อเนื่องกัน 6-8 ท่าฝึกแล้วค่อยพักระหว่างเชต

ขอบคุณข้อมูลจาก  thaihunk.net

วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

โรคเบาหวาน รักษาด้วย มะระขี้นก

โรคเบาหวาน รักษาด้วย มะระขี้นก

มะระขี้นก รักษา เบาหวาน
ถ้าจะกล่าวถึงโรคที่คนในยุคปัจจุบันเป็นกันมากก็คง ไม่พ้นโรคหัวใจ  เบาหวาน ไขมันหรือคลอเลสเตอรอลสูง  ซึ่งทั้งหมดนี้มีความเกี่ยวข้องกับลักษณะการดำเนินชีวิต  การรับประทานอาหาร ตลอดจนขาดการออกกำลังกาย อันเป็นสาเหตุของความเสื่อมถอยของเซลล์ในร่างกายนั่นเอง 
                เบาหวานเป็นภาวะความผิดปกติของระดับน้ำตาลในกระแสเลือดที่สูงกว่าปกติ ทั้งนี้เป็นผลเนื่องจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน(ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ ควบคุมน้ำตาลในกระแสเลือด  และฮอร์โมนชนิดนี้ถูกผลิตขึ้นจากกลุ่มเซลล์ในตับอ่อน)  หรือเซลล์ตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลินได้ลดลงหรืออาจมาจากทั้งสองปัจจัยร่วม กัน  ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าเบาหวานเป็นโรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติของระบบเมตา บอลิซึมที่ต้องการรักษาจำเป็นต้องอาศัยการปรับวิถีการดำเนินชีวิต
อาการของผู้เป็นเบาหวานได้แก่ มีน้ำตาลในปัสสาวะ  ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น  หิวน้ำบ่อย  ปัสสาวะบ่อย  หิวบ่อย  น้ำหนักลด ไม่มีแรง  สูญเสียอิเล็คโทรไลต์  ผิวแห้ง คัน มีผื่นแดง มือเท้าชา  ผนังเส้นเลือดแดงหนาตัว  ตาพร่ามัว  นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุของโรคไต  ภาวะคีโตซิส(คีโตนคั่ง)  ภาวะร่างกายเป็นกรด  ตลอดจนเป็นอันตรายแก่ชีวิตได้
สาเหตุของเบาหวาน ได้แก่
  • อาหาร : การรับประทานอาหารประเภทแป้งขัดสี น้ำตาลและอาหารไม่มีกากใย  การรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวมากเกินไป
  • ตับอ่อนเสื่อม เนื่องจาก การรับประทานอาหารที่ไม่มีกากใย กาแฟ การดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ ความเครียด
  • การติดเชื้อไวรัส
  • โรคอ้วน
  • กรรมพันธุ์
เมื่อเรารับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตหรือแป้งเข้าไป ร่างกายจะเปลี่ยนอาหารเหล่านี้เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวหรือที่เรียกว่า กลูโคส ซึ่งเป็นสารประเภทคาร์โบไฮเดรตหลักที่อยู่ในกระแสเลือด  สำหรับคาร์โบไฮเดรตบางประเภทเช่น น้ำตาลที่อยู่ในผลไม้ ซึ่งอยู่ในรูปของน้ำตาลฟรุคโตสซึ่งเซลล์สามารถใช้เป็นพลังงานได้โดยไม่ต้อง เปลี่ยนเป็นกลูโคส และขบวนการนำ ฟรุคโตสไปใช้ก็มิได้เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนอินซูลินหรือขบวนการเมตาบอลิซึมของ กลูโคสแต่อย่างใด  นอกจากนี้คาร์โบไฮเดรตประเภทเซลลูโลสหรือกากใยในพืชผัก(ซึ่งเป็นกลูโคส ประเภทที่มีโมเลกุลของกลูโคสที่เรียงตัวกันซับซ้อน)นั้นร่างกายมนุษย์นั้น ไม่สามารถย่อยได้ดังนั้นจึงไม่มีความเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนอินซูลินเช่นกัน
ฮอร์โมนอินซูลินผลิตจากเบตาเซลล์ในตับอ่อน ซึ่งตอบสนองต่อระดับน้ำตาลในกระแสเลือดที่เพิ่มขึ้น เช่น หลังกินอาหาร   อินซูลินจะกระตุ้นให้เซลล์ของร่างกายดูดซึมกลูโคสจากกระแสเลือดเพื่อนำไปใช้ เป็นพลังงงานหรือเปลี่ยนเป็นไกลโคเจนเพื่อเก็บไว้เป็นพลลังงานสำรองในตับและ กล้ามเนื้อ  ดังนั้นถ้าระดับอินซูลินลดลงก็จะส่งผลให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดเพิ่มขึ้น
เบาหวานนั้นจำแนกได้เป็นเป็น 3 ชนิดใหญ่ๆ ด้วยกัน ได้แก่
Ø    เบาหวานชนิดที่1 เกิดขึ้นเนื่องจากมีปริมาณอินซูลินที่ผลิตจากเบตาเซลล์ของตับอ่อนลดลง ซึ่ง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเป็นเด็ก แต่ทั้งนี้ก็สามารถเกิดขึ้นกับคนทุกวัย  ซึ่งสาเหตุนั้นมาจากเบตาเซลล์ถูกทำลายซึ่งมักเกิดจากภาวะภูมิคุ้มกันเกิด ความผิดปกติทำลายเซลล์ของตัวเอง
Ø    เบาหวานชนิดที่ 2 เกิดขึ้นได้จากปัจจัย 2 อย่างด้วยกันได้แก่ปริมาณอินซูลินลดลงและเซลล์ตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลินช้าลง  ซึ่ง เบาหวานชนิดนี้มักพบในผู้ใหญ่ และกว่า 90%ของผู้ป่วยเบาหวานป่วยเป็นเบาหวานชนิดนี้  ซึ่งการรักษาเบาหวานชนิดนี้ต้องปรับพฤติกรรม ต้องออกกำลังกาย ปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหาร พยายามลดน้ำหนักเพื่อทำให้ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินเร็วขึ้น
Ø    เบาหวานชนิดที่3 เป็นความผิดปกติทั้งในเรื่องของ ปริมาณอินซูลินที่ลดลงและการตอบสนองของเซลล์ต่อฮอร์โมนอินซูลินลดลง ซึ่งคล้ายกับเบาหวานชนิดที่2 แต่เบาหวานชนิดนี้จะเกิดขึ้นกับหญิงตั้งครรภ์และ ภาวะเหล่านี้จะค่อยๆดีขึ้นหรือหายไปหลังจากคลอด  ถึงแม้ว่าภาวะเหล่านี้จะเป็นเพียงชั่วคราว แต่ก็ก่อให้เกิดอันตรายต่อเด็กในครรภ์และแม่ได้  และพบว่าประมาณ 40% ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดนี้มีแนวโน้มที่เปลี่ยนเป็นเบาหวานชนิดที่2 ได้

ทั้งนี้ความน่ากลัวของเบาหวานไม่ใช่อยู่ที่ระดับน้ำตาลเพียงเท่านั้น แต่สิ่งที่ตามมาคือภาวะแทรกซ้อน อันได้แก่

1.    ภาวะตาพร่ามัว ประสาทตาหรือจอตาเสื่อมทำให้การมองเห็นแย่ลง
2.    ปลายประสาทอักเสบ  มีอาการชาหรือปวดร้อนตามปลายมือ ปลายเท้า
3.    ไตเสื่อม อาจถึงขั้นไตวาย
4.    ผนังหลอดเลือดแดงแข็งตัว ทำให้ความดันเลือดสูง และถ้าหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงบริเวณมือและเท้าตีบ จะทำให้เท้าเย็น เกิดเป็นตะคริวได้ง่าย และเมื่อเกิดแผลบริเวณดังกล่าวจะกลายเป็นแผลที่หายยาก
5.    เป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย เนื่องจากภูมิต้านทานโรคต่ำ
6.    เกิดภาวะคีโตซิสซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายมีปริมาณคีโตนมากเกิน ทั้งนี้มักพบในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่1 เนื่องจากร่างกายไม่สามารถนำเอาน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงาน ดังนั้นรางกายจึงเผาผลาญไขมันมาใช้เป็นพลังงานแทน ซึ่งการเผาผลาญไขมันจะเกิดคีโตนซึ่งเป็นพิษต่อร่างกาย ซึ่งจะทำให้ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น กระวนกระวาย กระหายน้ำอย่างมาก และผู้ป่วยจะซึมลงเรื่อยๆ
การรักษาเบาหวานด้วยแพทย์แผนปัจจุบันนั้นสำหรับเบาหวานชนิดที่1 จะใช้การฉีดอินซูลิน  ส่วนเบาหวานชนิดที่2 จะให้ผู้ป่วยรับประทานยาเพื่อควบคุมระดับน้ำตาล  ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่ายาส่วนใหญ่จะถูกขับทิ้งที่ตับและไต ดังนั้นการรับประทานยาติดต่อกันเป็นเวลานานเท่ากับเป็นการสร้างภาระให้กับ อวัยวะทั้งสองเพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มว่าต้องเพิ่มปริมาณยามากขึ้นด้วย จากที่เคยกินยาลดน้ำตาลวันละ 1 เม็ด ก็เพิ่มจำนวนเป็น 2 เม็ด
สำหรับวิธีธรรมชาติบำบัดแล้ว พืชชนิดหนึ่งซึ่งมีการใช้มานานในทางอายุรเวชของประเทศแถบอินเดียคือ มะระขี้นก (มะระ ขนาดเล็กสีเขียวเข้ม มีผิวขรุขระ มีรสขม) ซึ่งคนไทยเราก็รู้จักกันดีเพราะเป็นอาหารอย่างหนึ่งที่นิยมใช้เป็นผักจิ้ม น้ำพริก  และพืชชนิดนี้สามารถใช้ลดน้ำตาลในกระแสเลือดได้เป็นอย่างดี  ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของใบ ผล หรือเมล็ด
มะระขี้นกสามารถใช้ลดน้ำตาลในกระแสเลือดได้เป็นอย่างดีเนื่องจากมะระขี้นกจะกระตุ้นการเปลี่ยนกลูโคสในกระแสเลือดให้เป็นไกลโคเจนที่ตับและยังกระตุ้นการหลั่งอินซูลินจากเบตาเซลล์ของตับอ่อน  อีกทั้งยังกระตุ้นการสร้างเบตาเซลล์อีกด้วย  ซึ่งการใช้มะระขี้นกก็สามารถใช้ได้หลายวิธีด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการคั้นน้ำ  รับประทานสด หรือการดื่มในรูปของชามะระขี้นก  แต่จากงานวิจัยของB.A. Leatherdale ของ มหาวิทยาลัยแอสตัน พบว่าการคั้นน้ำเป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุด  ส่วนวิธีที่มีประสิทธิภาพน้อยที่สุดคือการกินมะระขี้นกที่นำไปแตกแห้ง
นอกจากนี้ยังพบว่าในเมล็ดของมะระขี้นกมีสารชนิดหนึ่งซึ่งมีโมเลกุลคล้าย อินซูลิน และสารชนิดนี้ยังช่วยกระตุ้นการสร้างกรดไขมันในร่าง กาย ตลอดจนออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องการสลายไขมันอีกด้วย
การใช้มะระขี้นกเพื่อลดน้ำตาลในกระแสเลือดนั้นสามารถใช้ได้ผลดีกับผู้ ป่วยเบาหวานทั้ง 2 ชนิด  แต่ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้พวกแตงเมลอน แคนตาลูป    สำหรับหญิงตั้งครรภ์หรือผู้ป่วยโรคตับแล้วการใช้มะระขี้นกจำเป็นต้องอยู่ภาย ใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์
มะระขี้นกสามารถออกฤทธิ์ในการลดน้ำตาลได้ภายใน 30-60 นาทีหลังกิน(ซึ่งใกล้เคียงกับการออกฤทธิ์ของZinc crystalline insulin) และจะออกฤทธิ์สูงสุดหลังจากกินไปแล้ว4-12 ชั่วโมง (ฮอร์โมนอินซูลินออกฤทธิ์สูงสุดภายใน 2-3ชั่วโมง)   นอกจากมะระขี้นกแล้วยังมีสมุนไพรชนิดอื่นที่สามารถลดน้ำตาลในกระแสเลือดได้  อาทิเช่น อบเชย  ว่านหางจระเข้  แต่มะระขี้นกจะออกฤทธิ์ในการลดน้ำตาลได้เร็วกว่าและนานกว่า
นอกจากนี้มะระขี้นกยังช่วยป้องการตีบและหนาตัวของผนังหลอดเลือดแดง    ช่วยลดระดับคลอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไลด์ในตับได้อย่างมีประสิทธิภาพ (มะระขี้นกสามารถแก้ไขภาวะคลอเลสเตอรอล  ฟอสโฟไลปิดและไตรกลีเซอไรด์ที่เพิ่มสูงขึ้นอันเป็นผลข้างเคียงจากการรับ ประทานยาลดน้ำตาลติดต่อกันเป็นระยะเวลานานให้เข้าสู่ระดับปกติได้ เมื่อรับประทานมะระขี้นกติดต่อกัน 10 สัปดาห์)
พบว่าการดื่มน้ำคั้นมะระขี้นก (ใช้มะระขี้นก 1-2 ผลคั้นร่วมกับผักผลไม้ชนิดอื่น เพื่อลดความขม  แต่ทั้งควรเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลไม่มากนัก เช่น แอปเปิ้ลเขียวจะดีกว่าแอปเปิ้ลแดง  วันละ 1 แก้วในตอนเช้าก่อนรับประทานอาหาร  และถ้าเป็นไปได้อีก 1 แก้วในช่วงเย็น) ร่วมกับการดื่มชามะระขี้นกหลังมื้ออาหารทุกมื้อ (หรืออาจใช้เป็นน้ำต้มใบชะพลูแทนชามะระขี้นก) สามารถลดระดับน้ำตาลได้ดี  แต่ทั้งนี้ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารร่วมด้วย
หมายเหตุ มะระขี้นกจะกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ ดังนั้นการใช้มะระขี้นกอาจทำให้ถ่ายท้องได้  ซึ่งถ้ามีอาการถ่ายท้องมากเกินไป ให้ปรับลดปริมาณของมะระขี้นกที่ใช้ให้น้อยลงได้
ผู้ป่วยเบาหวานควรหลีกเลี่ยงการรับประทานแป้งขัดสี น้ำตาล แต่ควรรับประทานข้าวกล้อง หรืออาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่มีกากปริมาณมากเนื่องจากจะใช้เวลาในการย่อย นานกว่าแป้งที่ผ่านการขัดสี ทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดค่อยๆเพิ่มอย่างช้าๆ  สำหรับอาหารประเภทโปรตีนนั้นควรลดปริมาณโปรตีนที่มาจากสัตว์ แต่ควรรับประทานโปรตีนที่มาจากพืช เช่น ถั่ว เต้าหู้ เนื่องจากในถั่วนั้นมีสารเลซิตินและโคลีนปริมาณมากซึ่งช่วยป้องกันภาวะแทรก ซ้อนที่เกี่ยวกับเส้นประสาทอันเนื่องจากเบาหวานได้   สำหรับผลไม้แล้วควรเป็นผลไม้ที่ไม่หวานนัก และควรหลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรสหวานมากตลอดจนผลไม้แห้ง   และอาหารส่วนใหญ่กว่า 75%ของอาหารในแต่ละมื้อ ควรจะเป็นอาหารที่ยังไม่ผ่านการปรุงสุก    ทั้งนี้ปริมาณอาหารที่รับประทานในแต่ละมื้อไม่ควรมากนัก แต่สามารถรับประทานได้บ่อยขึ้นถึงวันละ 6 มื้อ
นอกจากอาหารที่ดีแล้ว การออกกำลังกายก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องคำนึงถึง   ผู้ป่วยเบาหวานควรออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยวันละ 20-30 นาที เช่น การเดินเร็วซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่ค่อนข้างปลอดภัย   สุดท้ายภาวะจิตใจที่ดีและการพักผ่อนที่เพียงพอนั้นก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน


ข้อมูลจาก  http://blog.siamherbal.com