วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคตับ


ตับ เป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย ตั้งอยู่บริเวณใต้ชายโครงขวาของช่องท้อง และเลยมาถึงยอดอก ตับแบ่งออกเป็น 2 พู พูข้างขวาจะเล็กกว่าพูข้างซ้าย ใต้พูใหญ่ด้านขวาจะมีถุงน้ำดีติดอยู่ ตับมีหน้าที่มากมายพอสรุปได้ดังนี้
    1. สร้างน้ำดี ซึ่งมีหน้าที่ช่วยในการย่อยอาหารและเป็นตัวขับของเสียจำพวกโคเลสเตอรอล
    2. สะสมคาร์โบไฮเดรตไว้ในรูปของไกลโคเจนเมื่อร่างกายต้องการใช้จะปล่อยเข้ากระแสเลือดในรูปของกลูโคส
    3. สร้างกรดอะมิโนและโปรตีนในพลาสม่า และช่วยกำจัดโปรตีนที่ร่างกายไม่สามารถนำไปใช้ได้ โดยขับออกทางไต
    4. สังเคราะห์โปรทรอมบิน
    5. เป็นแหล่งสร้างเม็ดเลือดแดงในทารกขณะอยู่ในครรภ์
    6. เป็นที่เก็บสะสมวิตามินเอ และวิตามินดี ธาตุเหล็กและทองแดง
    7. ทำลายสิ่งที่เป็นพิษต่อร่างกาย
โรคของตับที่พบบ่อย คือ โรคตับอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัส และ โรคตับแข็ง
    1. โรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัส สาเหตุที่พบบ่อย คือ
      1. เชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ การติดต่อที่สำคัญ คือ จากอุจจาระสู่ปาก โดยเชื้อที่ออกมากับอุจจาระปนเปื้อนกับอาหารที่กินเข้าไป อาจโดยการใช้มือไม่สะอาดที่มีเชื้อไวรัสดังกล่าวติดอยู่ ปรุงอาหารหรือหยิบจับอาหาร
1.2 เชื้อไวรัสตับอักเสบ บี เป็นเชื้อที่มีอันตรายมากที่สุด เนื่องจากอาจทำให้เป็นโรคเรื้อรัง จนทำให้เป็นโรคตับแข็งหรือมะเร็งตับได้ ติดต่อโดยทางเลือดหรือน้ำต่างๆ ของผู้ป่วย เช่น น้ำลาย น้ำอสุจิ น้ำเมือกในช่องคลอด เหงื่อ น้ำตา น้ำนม เป็นต้น
1.3 เชื้ออไวรัสตับอักเสบไม่ใช่ เอ และ บี การติดต่อที่สำคัญ คือ การถ่ายเลือดแต่อาจติดต่อได้เช่นเดียวกับไวรัสตับอักเสบ บี
อาการ ไม่ว่าจะเกิดเชื้อไวรัสชนิดใดจะคล้ายคลึง โดยแบ่งออกเป็นระยะๆ ได้ดังนี้
    ระยะฟักตัว เป็นระยะที่ได้รับเชื้อแต่ยังไม่มีอาการ
    • ระยะก่อนดีซ่าน จะเริ่มมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ เบื่ออาหารคลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ต่ำ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย และอาการปวดตื้อๆ ที่ชายโครงขวา แต่ยังไม่มีอาการดีซ่าน
    • ระยะดีซ่าน จะเริ่มมีตัวเหลือง ตาเหลือง
    • ระยะพักฟื้น อาการดีซ่านจะหายไป แต่อาจมีอาการอ่อนเพลียหรือเจ็บใต้ชายโครงขวา
    1. โรคตับแข็ง คือ โรคที่มีการทำลายโครงสร้างของตับและเนื้อตับ แล้วมีเนื้อเยื่อเกี่ยวกับพังผืดเกิดขั้นมาแทนที่ สาเหตุที่สำคัญคือ
    1. เมื่อตับถูกทำลายจากโรคตับอักเสบโดยไวรัส
    2. พิษสุราหรือแอลกอฮอล์
    3. การคั่งของน้ำดีและโรคของท่อน้ำดี
    4. สาเหตุอื่น เช่น ทุพโภชนาการ โรคเกี่ยวกับหัวใจ พยาธิ สารเคมี ฯลฯ
อาการ เริ่มด้วยอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ท้องอืด น้ำหนักลด ปวดท้องบริเวณใต้สิ้นปี่ และชายโครงด้านขวาบวม ต่อมาจะมีอาการท้องมานน้ำ เท้าบวมขาบวม อาเจียนเป็นเลือด ดีซ่าน ฝ่ามือแดง ผิวหนังอาจมีหลอดเลือดฝอยใต้ผิวหนังพอง มีลักษณะเป็นจุดแดงสดตรงกลางและมีหลอดเลือดฝอยเล็กๆ แผ่ออกไปรอบด้านเป็นวงกลมเรียกว่าไฝแมงมุม
อาหาร เป็นสิ่งสำคัญในการรักษา เนื่องจากระยะแรกของโรค ผู้ป่วยมักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ทำให้กินอาหารได้น้อยลง การจัดอาหารควรยึดหลักดังนี้
    1. จัดอาหารให้ดูน่ารับประทาน
    2. ควรจัดอาหารเป็นมื้อย่อยๆ วันละ 5-6 มื้อ จะทำให้ผู้ป่วยรับประทานได้ดีกว่าจัดเป็นมื้อใหญ่ 3 มื้อ
    3. ในระยะแรกควรให้อาหารเหลวชนิดดื่มได้ก่อน จะช่วยได้มาก เช่น สูตรอาหารสำเร็จรูปต่างๆ เช่น pregestimil, ensure เป็นต้น หรืออาจเพิ่มแคลอรีในรูปของน้ำหวานก็ได้
    4. ผู้ป่วยที่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนมากๆ ต้องพิจารณาให้อาหารทางหลอดเลือดดำแล้วแต่จะเห็นสมควร การให้อาหารทางหลอดเลือดดำ ก็ต้องให้ fat emulsion และสารละลาย amino acid ควบคู่กับสารละลาย glucose เพื่อป้องกันการขาดสารอาหาร
การให้อาหารที่มีคุณค่าโภชนาการ จะทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น
ปริมาณสารอาหารสำหรับบำบัดผู้ป่วยโรคตับ
    1. พลังงาน ควรได้รับปริมาณวันละ 2,500 – 3,500 แคลอรี
    2. โปรตีน ควรได้รับ 1.5 - 2.0 กรัม/น้ำหนักตัว เป็น กิโลกรัม/วัน หรือปริมาณวันละ 75 - 100 กรัม หรืออาจถึง 150 กรัม โดยใช้แหล่งโปรตีนที่มีคุณภาพดี เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม เพราะโปรตีนจำเป็นสำหรับการซ่อมแซมเนื้อเยื่อของตับให้กลับเข้าสู่สภาพปกติ
    3. ไขมัน ให้พอประมาณ คือ 25 - 35 % ของแคลอรีทั้งหมดที่ได้ใน 1 วัน นอกจากจะมีความผิดปกติของการย่อยไขมันเกิดขึ้น ซึ่งเป็นผลเสียเนื่องจากตับสร้างน้ำดีได้น้อยลง หรืออาหารไขมัน ทำให้เกิดอาการแน่น อึดอัด และคลื่นไส้ ก็อาจลดปริมาณไขมันลงได้
    4. คาร์โบไฮเดรต ควรได้รับประมาณวันละ 300 - 500 กรัม ทั้งนี้เพื่อให้มีแคลอรีเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย และเพื่อเปิดโอกาสให้โปรตีนที่กินเข้าไปสามารถนำไปสร้างเนื้อเยื่อต่างๆ ที่สูญเสียไปขณะเจ็บป่วยและเพื่อให้มีไกลโคเจนสะสมในเนื้อเยื่อของตับมากขึ้น อันเป็นการป้องกันไม่ให้เนื้อเยื่อของตับถูกทำลาย
ตาราง การแบ่งพลังงานที่ควรได้รับ
พลังงาน
คาร์โบไฮเดรต
โปรตีน
ไขมัน
(กิโลแคลอรี)
%
กรัม
%
กรัม
%
กรัม
2,500
60
375
15
94
25
69
3,000
60
450
15
113
25
83
3,500
60
525
15
131
25
97

ตาราง การกำหนดส่วนอาหารต่างๆ ที่ควรบริโภคใน 1 วัน
พลังงาน
นมขาดมันเนย
เนื้อสัตว์
ผัก
ผลไม้
ข้าว/ธัญพืช
ไขมัน
น้ำตาล
(กิโลแคลอรี)
(ส่วน)
(ส่วน)
(ส่วน)
(ส่วน)
(ส่วน)
(ส่วน)
(ส่วน)
2,500
1
6.5
6
8
10
7
13
3,000
1
8
6
10.5
12
8
15
3,500
1
10
10
12
12
9
21


ตาราง อาหารที่รับประทานได้กับอาหารที่ควรควบคุม / ลด / งด
อาหาร
อาหารที่รับประทานได้
อาหารที่ควรควบคุม/ลด/งด
ขนมปัง, ธัญญพืช
ขนมปังปอนด์ธรรมดา โรลธรรมดา ข้าวชนิดต่างๆ ขนมจีน สปาเกตตี ก๋วยเตี๋ยว เส้นหมี่ ข้าวโพด มันชนิดต่างๆ ขนมปังทอด ขนมปังอบเนย มันทอด เผือกทอด โดนัท
เนื้อสัตว์ต่างๆ
เนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ ที่ไม่มีมันและหนัง เนื้อปลา กุ้ง ปู หอย เนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ ที่มีมันและหนัง เนื้อกระป๋องมีน้ำมันหรือไขมัน ไส้กรอกชนิดต่างๆ กุนเชียง แฮม เบคอน แหนม หมูยอ
ไขมัน
น้ำมันพืช ปริมาณตามที่กำหนดไว้ น้ำมันจากสัตว์ น้ำมันมะพร้าว กะทิ น้ำมันปาล์ม เนย ครีม
ผัก
ผักสด ผักต้ม-นึ่ง ผักกระป๋อง (ผักที่ผัดต้องใช้น้ำมันเท่าที่กำหนดไว้) ผักที่ใช้น้ำมันทุกชนิดที่ไม่ได้คำนวณปริมาณน้ำมันตามที่กำหนด
ผลไม้
ผลไม้สด ผลไม้กระป๋อง น้ำผลไม้ อะโวคาโด(Avacado)
อาหารหวาน
ขนมไข่ ขนมปุยฝ้าย พุดดิ้งธรรมดาทำด้วย น้ำนมไม่มีไขมัน วุ้นธรรมดา หวานเย็นทำจากน้ำหวานหรือน้ำผลไม้ อาหารหวานใส่น้ำเชื่อมและน้ำตาล น้ำแข็งกดใส่น้ำหวานหรือน้ำผลไม้ ขนมหวานที่เชื่อม เช่น มันเชื่อม เผือกเชื่อม ฟักทองเชื่อม ลอยแก้วหรือรวมมิตร เช่น ลูกตาลลอยแก้ว ลูกบัวลอยแก้ว ลูกเดือยลอยแก้ว หรือผลไม้ลอยแก้ว อาหารหวานที่ใส่มะพร้าวขูด กะทิ มะพร้าวอ่อน ขนมเค้กชนิดต่างๆ คุกกี้ ไอศกรีม ขนมทอด
เครื่องดื่ม
ชา กาแฟ น้ำอัดลม น้ำข้าว น้ำนมไม่มีไขมัน นมผงไม่มีไขมัน นมเปรี้ยวที่ทำจากน้ำนมไม่มี ไขมัน น้ำหวาน น้ำ ผลไม้สด น้ำผลไม้ปั่น ครีม น้ำนม และนมผงธรรมดา เครื่องดื่มใส่นม
ของหวาน
ลูกกวาด แยม เยลลี่ เจลลี่ น้ำตาล น้ำเชื่อม น้ำผึ้ง ลูกกวาดที่ใส่น้ำนม ครีม ช็อกโกแลต เนย กะทิ
เครื่องปรุงรส
ทุกชนิด
-


อาหาร
อาหารที่รับประทานได้
อาหารที่ควรควบคุม/ลด/งด
น้ำพริก
น้ำพริกกะปิ น้ำพริกปลาทูปิ้งน้ำพริกปลาย่าง น้ำพริกตาแดง น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกมะเขือยาว น้ำพริกนรก น้ำปลาหวานสะเดา น้ำพริกมะขามสด น้ำพริกอ่อง น้ำพริกลงเรือ
* น้ำพริกที่ผัดต้องใช้น้ำมันพืชในปริมาณที่กำหนดเท่านั้น
น้ำพริกเผาที่ผัดใส่น้ำมันมาก หลนปลาเจ่า หลนเต้าเจี้ยว หลนแหนม หลนแฮม หลนปู หลนปลาร้า น้ำพริกมะขามใส่กากหมู
* น้ำพริกที่่ใช้น้ำมัน/กะทิในการประกอบอาหารจำนวนมาก
แกงจืด / ต้มยำ
แกงจืดวุ้นเส้น แกงจืดรวมมิตร แกงจืดหน่อไม้ แกงจืดมะระสอดไส้ แกงเลียง แกงจืด ผักกาดดอง ต้มจับฉ่าย ต้นโคล้ง ต้มยำต่างๆ
* แกงจืด / ต้มยำ ควรใช้เนื้อสัตว์ที่ไม่มีมัน และหนัง
ต้มกะทิฟักเขียว ต้มกะทิสายบัว ต้มข่าไก่
* ต้มชนิดต่างๆ ที่ใส่กะทิ
ยำ
ยำวุ้นเส้น ยำรวมมิตร ยำมะม่วง ยำเนื้อย่าง ยำหมูย่าง ยำผักสด ยำใหญ่ แสร้งว่า
* เนื้อสัตว์ที่นำมาประกอบอาหารต้องไม่มีมันและหนัง ควรนำมาลวกหรือย่างแทนการทอด
* ไม่ควรใช้กะทิประกอบอาหาร
ยำที่ใช้กะทิเป็นส่วนผสม เช่น ยำทวาย ยำถั่วพู ยำหัวปลี ยำหนังหมู
แกงเผ็ด / แกงส้ม
แกงส้มทุกชนิด เช่น แกงส้มผักบุ้ง แกงส้ม แตงโมอ่อน แกงส้มผักกระเฉด แกงส้มมะละกอ แกงส้มดอกแค แกงส้มผักรวม
แกงเหลือง แกงป่า ผัดพริกขิง แกงอ่อมไก่ ต้มส้มปลาทูสด-ปลาตะเพียน
* แกงเผ็ด-แกงป่า ต้องใช้น้ำมันพืชในปริมาณที่กำหนด
แกงที่ใช้กะทิเป็นส่วนผสม เช่น แกงเขียวหวาน แกงบอน แกงกะหรี่ แกงขี้เหล็ก แกงพะแนง แกงฉู่ฉฉี่แกงมัสมั่น และที่ใช้น้ำมันพืชเป็นส่วนผสมมาก เช่น แกงฮังเล
ผัดที่ใช้น้ำมันปริมาณที่เกินกำหนด
ผัด
ผัดผักต่างๆ
* ใช้เนื้อสัตว์ที่ไม่มีมันและหนัง
* ใช้น้ำมันพืชในปริมาณที่กำหนด
ผัดที่ใช้น้ำมันปริมาณที่เกินกำหนด


อาหาร
อาหารที่รับประทานได้
อาหารที่ควรควบคุม/ลด/งด
อาหารจานเดียว
ข้าวเหนียว ส้มตำ เนื้อเค็มปิ้งปลาปิ้งไก่ปิ้ง (ไม่เอาหนัง) หมูปัง
ข้าวราดหน้าไก่ ข้าวอบเผือก ข้าวผัดสับปะรด ข้าวหมูแดง (ไม่ใส่หมูกรอบและกุนเชียง) ข้าวกระดูกหมูเปรี้ยวหวาน ข้าวคลุกกะปิ- หมูหวาน (ใช้หมูเนื้อไม่ปนมัน) ข้าวแช่ ข้าวผัดต่างๆ ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย ก๋วยเตี๋ยวเนื้อสับ ก๋วยเตี๋ยวหลอด บะหมี่น่องไก่ (ไม่เอาหนัง) ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นหมูตุ๋น หมูสด ข้าวต้มปลา ข้าวต้มทะเล (ไม่ใส่หัวกุ้ง) โจ๊กหมู ไก่ ขนมจีนน้ำยาป่า สุกี้ยากี้ก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น
* อาหารที่ไม่มีกะทิเป็นส่วนประกอบ
* อาหารจำพวกผัดต่างๆ ต้องใช้น้ำมันในปริมาณที่กำหนด
ข้าวมันไก่ ข้าวมัน ข้าวขาหมู หมี่กะทิ ก๋วยเตี๋ยวแขก สลัดแขก ขนมจีนน้ำพริก-น้ำยา ขนมจีนซาวน้ำ หอยแมลงภู่ทอด
* อาหารที่ใช้น้ำมันจำนวนมากในการประกอบอาหาร
* อาหารที่ใช้มะพร้าวหรือกะทิ
อาหารอื่นๆ
ปลานึ่ง-ผักสุก น้ำจิ้ม ลาบปลา (ใช้เนื้อปลานึ่งหรือย่าง) กุ้งพล่า (ใช้แต่เนื้อกุ้งไม่เอาหัวกุ้ง) หมูปิ้ง ปลาปิ้ง อาหารจำพวกทอด / อาหารที่ใช้กะทิ
ขนมต่างๆ
ขนมน้ำดอกไม้ วุ้นน้ำหวาน ขนมปุยฝ้าย ขนมสาลี่ ขนมถ้วยฟู ฟักทองเชื่อม มันเชื่อม กล้วยเชื่อม เผือกเชื่อม ของเชื่อมทุกชนิด แต่ต้องไม่ราดกะทิ
หวานเย็น/ลอยแก้ว เช่น ลูกเดือย ลูกตาล ลูกจาก ถั่วแดง ถั่วดำ ผลไม้ลอยแก้ว
ขนมหวานทุกชนิดที่ไม่มีส่วนผสมของมะพร้าวหรือกะทิ เช่น มันต้มน้ำตาล ถั่วเขียวต้ม น้ำตาล
ขนมหวานที่มีส่วนผสมของมะพร้าวหรือกะทิ เช่น วุ้นกะทิ ตะโก้ ขนมสอดไส้ สังขยา ข้าวเหนียวมูน ขนมเม็ดขนุน ขนมชั้นขนมผิง ขนมดอกลำดวน ขนมอาลัว ขนมหม้อแกง ข้าวต้มมัด เผือกกวน กล้วยกวน ฟักทองกวน ถั่วกวน ถั่วดำแกงบวด กล้วยบวดชี ฟักทองแกงบวด ขนมบัวลอย ปลากริมไข่เต่า ครองแครงกะทิ เป็นต้น
ขนมที่ทอดทุกชนิด เช่น ปาท่องโก๋ กล้วยทอด ข้าวเม่าทอด ไข่หงส์ ขนมเบื้อง เผือกฉาบ มันฉาบ กล้วยฉาบ โดนัท คุกกี้ เค้กต่างๆ


ข้อแนะนำการปฏิบัติตนสำหรับผู้ป่วยโรคตับ
  1. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่ละหมู่ให้หลากหลาย
  2. กินไขมัน และนน้ำมันในปริมาณที่กำหนด
  3. กินผักให้มากและผลไม้เป็นประจำ
  4. หลีกเลี่ยงการกินอาหารมัน อาหารทอด และอาหารที่มีส่วนผสมของกะทิ มะพร้าว เนย
  5. งดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
  6. ถ้าซื้ออาหารนอกบ้านรับประทาน ควรเลือกร้านที่สะอาด ผู้ปรุงแต่งกายสะอาด และเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ เพราะอาจจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่เกิดจากเชื้อไวรัสได้
  7. ควรป้องกันการแพร่เชื้อโดยการถ่ายอุจจาระและปัสสาวะในส่วนที่ถูกสุขลักษณะ ล้างมือให้สะอาด หลังถ่ายอุจจาระ และปัสสาวะ และก่อนกินอาหารทุกครั้ง และห้ามทำหน้าที่เกี่ยวกับการเตรียมหรือ ปรุงอาหาร ภาชนะที่ใช้ต้องต้มทำความสะอาดให้เรียบร้อย หลีกเลี่ยงการกระทำอันอาจทำให้ติดต่อได้ เช่น การใช้มีดโกนหนวดร่วมกัน การใช้ภาชนะร่วมกัน การใช้สิ่งของร่วมกัน เป็นต้น
  8. ควรพักผ่อนให้เพียงพอ
  9. ตรวจสุขภาพทุกครั้งที่แพทย์นัด

โดย นางสาวดุจฤดี คำสอน
         นักโภชนาการ 7ว


วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

โรคเบาจืด (Diabetes Insipidus)

เบาจืด (Diabetes Insipidus) เคยสงสัยไหมคะว่า ทำไมบางวันเราถึงรู้สึก กระหายน้ำมากผิดปรกติ แถมยังอยากเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ ทุกครึ่ง หรือ หนึ่งชั่วโมงด้วย บางคนอาจคิดว่าเป็นเพราะ ดื่มน้ำมากก็เลยฉี่บ่อย นั่นอาจจะเป็นเหตุเป็นผลกัน แต่ทราบหรือไม่ว่า มันอาจจะมีอะไร ที่มากกว่านั้นก็ได้

เคยสงสัยไหมคะว่า ทำไมบางวันเราถึงรู้สึก กระหายน้ำมากผิดปรกติ แถมยังอยากเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ ทุกครึ่ง หรือ หนึ่งชั่วโมงด้วย บางคนอาจคิดว่าเป็นเพราะ ดื่มน้ำมากก็เลยฉี่บ่อย นั่นอาจจะเป็นเหตุเป็นผลกัน แต่ทราบหรือไม่ว่า มันอาจจะมีอะไร ที่มากกว่านั้นก็ได้

การที่เรารู้สึก อยากเข้าห้องน้ำบ่อยผิดปรกตินั้น สาเหตุส่วนใหญ่ น่าจะมาจากอากาศเย็น หรือดื่มน้ำมากไป ซึ่งการที่เรา ดื่มน้ำมากไปเนี่ย ก็เนื่องมาจากการที่เรากระหายน้ำ และถ้าเป็น ช่วงหน้าร้อนหรือวันที่อากาศร้อน ๆ ก็คงไม่แปลก ที่เราจะหิวน้ำมาก แต่ในวันที่อากาศเย็น และเราไม่ได้เสียเหงื่อ นี่ซิคะ หากมีความอยากน้ำมาก มันก็น่าแปลก หากคุณ กำลังมีอาการเช่นนี้ ระวังหน่อยนะคะ เพราะคุณอาจจะกำลัง เป็นเบาจืดอยู่ก็ได้
เบาจืด คืออะไร ?

หลาย คนอาจจะไม่รู้จักเบาจืด แต่ถ้าเป็นเบาหวานละก็ คงรู้จักกันดี เบาจืดนั้น เป็นโรคที่มีการสูญเสียหน้าที่ การดูดกลับ ของน้ำที่ไต เนื่องจากมีระดับของฮอร์โมน ที่ทำหน้าที่ควบคุม การดูดกลับของน้ำนั้นลดลง
สาเหตุการเกิดโรคเบาจืด

สำหรับสาเหตุของโรคเบาจืดนั้น อาจมีหลายอย่าง แต่ส่วนใหญ่ มักเกิดจากส่วนของสมองที่เรียกว่า "ไฮโปธาลามัส (hypothalamus)" ไม่สามารถผลิตฮอร์โมน แอนติดิยูเรติก (antidiuretic) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ร่างกาย ต้องการที่จะ นำไปใช้อีกกรณีหนึ่ง
อาจเนื่องมาจาก การที่ไตไม่สามารถ จะดูดซึมฮอร์โมน ได้เท่าที่ควรนอกจากนี้ โรคเบาจืด อาจจะ มีสาเหตุจากอาการบวม หรือ เนื้องอกในต่อม พิทูอิทารี อาการบาดเจ็บที่ศีรษะ โดยมีผลต่อต่อม พิทูอิทารี อันทำให้เกิด เนื้องอกในสมอง หรือการติดเชื้อ อย่าง เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือ ภาวะสมองอักเสบจากเชื้อไวรัส ภาวะเส้นโลหิตแดงโป่งพอง เป็นถุงขังโลหิตไว้ โรคไต และมะเร็ง

อย่างไรก็ตามแพทย์พบว่า มีผู้ป่วยจำนวนถึง 25% ที่ไม่สามารถหาสาเหตุได้พบ

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาจืด
- เนื้องอกในสมอง หรือ เนื้องอกในต่อมพิทูอิทารี

- การบาดเจ็บบริเวณศีรษะ

- การติดเชื้อ เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ภาวะสมองอักเสบ จากเชื้อไวรัส และ วัณโรค (meningitis, encephalitis, tuberculosis.)

- โรคที่มีเนื้องอกตุ่มเล็กๆ (Sarcoidosis)

- ประวัติบุคคลในครอบครัว เคยป่วยเป็นโรคเบาจืด มาก่อน

- การสะสมของไขมัน บนผนังของหลอดเลือดแดง (Atherosclerosis hardening of the arteries).

ลักษณะอาการ

- ปัสสาวะหลายครั้ง ประมาณ 1ใน 4 แกลลอนต่อวัน โดยปัสสาวะเจือจางและใส

- กระหายน้ำเนื่องจากการขาดน้ำ อันจะทำให้หัวใจ เต้นเร็ว ความดันโลหิตต่ำ และอาจช็อคได้

- ท้องผูกและปัสสาวะมีสีจาง

- ในกรณีที่ไม่รุนแรง อาจจะแค่ปัสสาวะรดที่นอน
การรักษา

จริง ๆ แล้ว โรคเบาจืดจะไม่ค่อยมีอาการรบกวนผู้ป่วย สักเท่าไรนักหรือบางคนอาจจะไม่มีเลย ซึ่งหากใครที่ไม่มีอาการใด ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรมาก แต่อย่างไรซะแพทย์ก็ยังต้องทำการ ตรวจเช็คคุณอยู่เสมอ ๆ และคุณก็จำเป็นต้องหาเครื่องดื่ม ติดตัวไว้ตลอดด้วยเพื่อที่ว่าร่างกาย จะได้ไม่เกิดการกระหายน้ำมาก อย่างไรก็ดี ผู้ป่วยจำเป็น ต้องได้รับการรักษาจากการใช้สารต่าง ๆ เข้าช่วยดังเช่น


- บางคนที่เป็นโรคนี้ อาจจะตื่นขึ้นเข้าห้องน้ำกลางดึกบ่อย ๆ ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องใช้ยา DDAVP เข้าช่วยด้วย ยานี้ จะมีคุณสมบัติคล้ายกับสาร ADH มาก ซึ่งยาดังกล่าวจะเป็น ประเภทสเปรย์ฉีดจมูก ผู้ป่วยเพียงแค่ฉีดยา เข้าไปในรูจมูกแต่ละข้าง ก่อนเข้านอนก็พอ
และหากต้องตื่น ในช่วงกลางคืนอีก ก็ให้ฉีดยานี้อีก และอาจจะต้องฉีด ในช่วงเช้าด้วย แต่ถ้าใช้ยา DDAVP ก็จะต้องไม่ดื่มมาก เพราะไม่อย่างนั้นมันจะทำให้ ร่างกายของคุณได้รับของเหลวที่มากเกินไป ซึ่งถ้าร่างกายมีน้ำมากเกินไป ก็จะทำให้คุณ รู้สึกอ่อนแอหรือเพลีย และแย่ขึ้นเรื่อย ๆ

- ในกรณีที่โรคเบาจืดมีสาเหตุมาจากไต ซึ่งไม่สามารถ รับสารประเภท ADH ได้นั้น ยาจำพวก DDAVP ก็ช่วยคุณ ไม่ได้เช่นกัน แต่จะต้องใช้ยาที่มีสารจำพวก ไฮโดรคลอโรไทอะไซด์ (hydrochlorothiazide) แทน เพราะมันจะช่วยให้ร่างกาย เกลือและน้ำมีความสมดุลกัน

- นอกจากนี้ยาที่มีส่วนประกอบจากสารจำพวก คลอร์โปรปาไมด์ (chlorpropamide) คาร์บามาเซไปน์ (carbamazepine) และคลอไฟเบรต (clofibrate) ก็สามารถ ใช้ได้เช่นกัน

สำหรับในส่วนของการรับประทานอาหารนั้นจริงๆ แล้ว ไม่จำเป็นต้อง พิถีพิถันกับอาหารประเภทใดเป็นพิเศษ เพียงรับประทาน ให้ครบทั้ง 5 หมู่ และคอยดื่มน้ำเรื่อย ๆ เมื่อมีอาการกระหายน้ำ เท่านั้นก็พอ

อย่าง ไรก็ตาม เนื่องจากผู้ป่วย มักจะถ่ายปัสสาวะบ่อยมาก พวกเขาจึงควรได้รับการดูแลความสะอาดหลังถ่ายปัสสาวะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยสูงวัย ควรได้รับการดูแลจากญาติให้หลีกเลี่ยง การลุกเดินไปห้องน้ำบ่อย ๆ โดยใช้กระโถนเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ นอกจากนี้ผู้ป่วยควรได้รับน้ำเข้าสู่ร่างกายอย่างเพียงพอ ซึ่งเราสามารถสังเกตได้ว่า มีการขาดน้ำหรือไม่ จากอาการ ริมฝีปากแห้ง ผิวแห้งซีด ตาลึกโบ๋ เป็นต้น
Endrophine

Sources:
www.rxmed.com
www.entrance.co.th
www.medicinenet.com
http://familydoctor.org

วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

อาหารกับโรคเก๊าท์

คุณ รู้ไหมว่า ความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาการกินของเรา เพราะว่าถ้ากินไม่ดี ก็เกิดโรคต่างๆ ได้ง่ายขึ้น แต่ถ้ารู้จักเลือกกินให้เหมาะสม จะทำให้คุณสามารถห่างไกลโรคได้ ซึ่งโรคเกาต์ ก็เป็นอีกโรคหนึ่ง ที่เกิดจากปัญหาในเรื่องอาหารการกิน วิธีการป้องกันและบรรเทา อาการเจ็บป่วยจากโรคเกาต์ที่ดีที่สุด คือ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหาร ที่มีพิวรีนสูง เพราะว่าจะทำให้เกิดการอักเสบของข้อขึ้นอีก
โรคเกาต์ เป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการปวดตามข้อชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกัน ของกรดยูริกภายในข้อ และประกอบกับการที่มีปริมาณกรดยูริกสูงด้วย คนแต่ละวัย ก็มีระดับกรดยูริกในเลือดที่แตกต่างกันได้ เช่น ผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือน จะมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงกว่าคนในวัยอื่นๆ และนอกจากนี้ ยังพบว่า ผู้ชายมีโอกาสเป็นโรคเกาต์ มากกว่าผู้หญิงอีกด้วย 

โดยปกติแล้ว ร่างกายจะได้กรดยูริกมาจาก 2 แหล่ง คือ
 
1.
ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นเอง โดยการสลายตัวของเซลล์ตามอวัยวะต่างๆ แต่ในบางคนที่ป่วยเป็นโรค เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว ธาลัสซีเมีย จะทำให้มีการสลายตัวของเซลล์ ในร่างกายที่มาผิดปกติ
 
2.
จากการกินอาหารบางชนิดที่ สารพิวรีนสูง ซึ่งสารชนิดนี้เมื่อกินเข้าไปแล้ว จะย่อยสลายกลายเป็นกรดยูริก ซึ่งสารพิวรีนนี้พบมากใน เนื้อสัตว์ปีก เช่น เนื้อไก่ เครื่องในสัตว์ ถั่วต่างๆ
คนที่เป็นโรคเกาต์ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอาการจะค่อยๆ กำเริบ โดยเจ็บปวดที่ข้อเดิมก่อน แล้วจะเป็นที่ข้ออื่นๆ ตามมา จนกระทั่งเป็นเกือบทุกข้อทั่วร่างกาย อาการปวด จะถี่ขึ้นและนานขึ้น จนเกิดอาการปวดตลอดเวลา ถ้าควบคุมไม่ได้ จะพบว่า ข้อที่เคยอักเสบบ่อยๆ กลายเป็นปุ่มก้อนขึ้นมา เนื่องจากการสะสมของ กรดยูริกภายในข้อจำนวนมาก จนบางครั้ง ข้อที่ปวดนั้น เกิดการแตกออก และมีสารขาวๆ คล้ายชอล์ก หรือยาสีฟัน ไหลออกมากลายเป็นแผลเรื้อรัง และในที่สุดข้อต่างๆ จะค่อยๆ พิการ และใช้งานไม่ได้ นอกจากนี้ ยังอาจทำให้เกิดนิ่วในไตตามมาได้อีกด้วย
 
อาหารที่มีพิวรีนน้อย ได้แก่ ธัญพืชต่างๆ ไข่ นม และผลิตภัณฑ์จากนม ผัก และผลไม้เกือบทุกชนิด (0-50 มิลลิกรัมต่ออาหาร 100 กรัม)
 
อาหารที่มีพิวรีนปานกลาง ได้แก่ ข้าวโอ๊ต เนื้อหมู เนื้อวัว ปลากะพงแดง ปลาหมึก ปู ถั่วลิสง ถั่วลันเตา หน่อไม้ ใบขี้เหล็ก สะตอ ผักโขม (50-100 มิลลิกรัมต่ออาหาร 100 กรัม)
 
อาหารที่มีพิวรีนสูง ได้แก่ เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ปีก ปลาดุก ปลาซาร์ดีน ปลาไส้ตัน กุ้ง ไข่ปลา น้ำต้มกระดูก น้ำสกัดเนื้อ ซุปก้อน กะปิ ชะอม กระถิน สะเดา เห็ด (150 มิลลิกรัมขึ้นไปต่ออาหาร 100 กรัม)
วิธีป้องกันและบรรเทา อาการเจ็บป่วยจากโรคเกาต์ที่ดีที่สุด คือ การระมัดระวัง ในการเลือกรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหาร ที่มีพิวรีนสูง เพราะว่าจะทำให้เกิด การอักเสบของข้อขึ้นอีก อาหารที่ผู้เป็นโรคเกาต์ ควรรับประทานให้มากคือ
 
1.
อาหารจำพวกข้าว แป้ง เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงานเพียงพอ ในการทำกิจกรรมต่างๆ โดยไม่ต้องเผาผลาญโปรตีน ที่มีอยู่ในกล้ามเนื้อ เพื่อให้เป็นพลังงาน เพราะว่าการเผาผลาญโปรตีนในลักษณะนี้ จะทำให้มีการสลายกรดยูริกออกมา ในกระแสเลือดมากขึ้น
 
2.
คนเป็นโรคเกาต์ ควรระวังไม่รับประทานอาหาร จำพวกเนื้อสัตว์มากเกินไป เพราะว่าเนื้อสัตว์ เป็นแหล่งของโปรตีน ทำให้เกิดกรดยูริกได้มาก เช่นเดียวกันกับการทานอาหารไม่เพียงพอ แล้วร่างกายใช้โปรตีน ที่สะสมอยู่ในกล้ามเนื้อนั่นเอง จะทำให้เกิดอาการกำเริบได้
 
3.
การดื่มน้ำมากๆ จะช่วยป้องกันการสะสมของกรดยูริก และทำให้เกิดการขับกรดยูริก ทางปัสสาวะมากขึ้น และสามารถป้องกัน โรคนิ่วในไตได้อีกด้วย
 
4.
นอกจากนี้ การรับประทานผัก และผลไม้ชนิดต่างๆ ให้มากขึ้นก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะช่วยให้ปัสสาวะมีสภาวะเป็นด่าง ลดความเป็นกรด ส่งผลให้เกิดการขับปัสสาวะมากขึ้น
เมื่อรู้ว่าเป็นโรคเกาต์ แล้ว ควรปฏิบัติตนอย่างไร กินอาหารอย่างไร อะไรที่กินได้ อะไรที่ควรหลีกเลี่ยง ก็จะช่วยลดอาการเจ็บปวดลงได้ และช่วยป้องกัน ไม่ให้เกิดอาการเรื้อรังได้อีกเช่นกัน ดังนั้น หันมาใส่ใจกับอาหาร ที่เรากินกันเสียตั้งแต่วันนี้จะดีกว่า เพื่อจะได้มีสุขภาพที่แข็งแรง ปลอดภัยจากโรคร้ายต่างๆ

แหล่งข้อมูล : www.ku.ac.th/e-magazine - นิตยสารเกษตรศาสตร์ ฉบับที่ 74 สิงหาคม 2549 
 
       
   

วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2556

อาหารกับการป้องกันกระดูกพรุน

กระดูกของคนเรามีการเจริญเติบโตตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา จนถึงอายุประมาณ 25 - 30 ปี จากนั้นจะเป็นการเสริมความแข็งแรงของกระดูกด้วยการสะสมมวลกระดูก จนถึงระยะมวลกระดูกสูงสุดเมื่ออายุ 35 ปี หลังจากนั้น มวลกระดูกจะลดลงเรื่อย ๆ ตามอายุ หากละเลยไม่ให้ความสำคัญกับการดูแลโครงสร้างร่างกาย อาจส่งผลทำให้เกิดปัญหาโรคกระดูกพรุน ข้อมูลจาก มูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย เผยว่า สถานการณ์โรคกระดูกพรุนกลายเป็นปัญหาทางสาธารณสุขอันดับ 2 รองจากโรคหัวใจและหลอดเลือด  ในพ.ศ.2593 มีแนวโน้มจํานวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็น 6.3 ล้านคน สำหรับในประเทศไทยสถานการณ์กําลังทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งผู้ป่วยต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงถึง 3 แสนบาท ต่อคนต่อปี โรคกระดูกพรุนเกิดจากหลายสาเหตุ สังเกตได้ หลังจากอายุ 30 ปีขึ้นไป จนถึงวัยหมดประจําเดือนเป็นกลุ่มเสี่ยงจะเป็นโรคกระดูกพรุน เนื่องจากมวลกระดูกจะลดลงอย่างรวดเร็ว ทําให้ผู้หญิงมีอัตราการสูญเสียเนื้อกระดูกมากกว่าผู้ชาย 2 - 3 เท่า

นอก จากนี้ ในกลุ่มคนเอเชียจะพบปัญหากระดูกพรุนมากกว่าทางยุโรป , ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนเร็วหรือผู้หญิงที่ตัดรังไข่ , คนที่มีรูปร่างผอมบางและน้ำหนัก  ตัวน้อย  ผู้ที่รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมน้อย , สูบบุหรี่ และดื่มสุราจัด , การรับประทานยาบางชนิด เช่น ประเภทสเตียรอยด์ และพบว่าแม่ที่มีภาวะกระดูกพรุน บุตรก็มีโอกาสเกิดภาวะกระดูกพรุนสูงด้วยเช่นกัน
จีระภา คล้ายเพ็ชร  นักโภชนาการ ประจำไคโรเมด สหคลินิก เปิดเผยว่า การรับประทานอาหารที่ช่วยเพิ่มมวลกระดูกให้มีความแข็งแรง มีความสำคัญในการป้องกันภาวะกระดูกพรุนในอนาคตได้ และถึงแม้ว่าบางคนจะมีอายุที่เกินระยะมวลกระดูกสูงสุดไปแล้ว การรับประทานอาหารที่ช่วยเพิ่มมวลกระดูก จะเป็นการช่วยรักษาไม่ให้มวลกระดูกที่มีอยู่เสื่อมถอยลงไปจนเกิดภาวะกระดูก พรุนได้ ดังนั้นเราจึงควรปรับพฤติกรรมการทานอาหารต่างๆที่มีผลต่อการเจริญของกระดูก ตั้งแต่วันนี้ เพื่อลดปัญหาของการเกิดภาวะ กระดูกพรุนหรือกระดูกเปราะบางในอนาคต นอกจากนี้ จีระภา ยังเผยถึงเทคนิคการ “เลี่ยง” บริโภคอาหารเพื่อเสริมสร้างมวลกระดูกมาฝากกัน “เลี่ยง” อาหาร ลดมวลกระดูก
  1.  เลี่ยงรับประทานอาหารที่มีโปรตีนจากเนื้อสัตว์จำนวนมาก เนื่องจากสารกลูคากอนที่เกิดจากการเผาผลาญจากสารอาหารโปรตีน จะทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้นนอกจากนี้ในเนื้อสัตว์ มีปริมาณฟอสฟอรัส (ฟอสเฟต) สูง ทำให้เกิดภาวะความเป็นกรดในร่างกายสูง  การขับกรดเหล่านี้ออกทางไตมีส่วนทำให้ร่างกายสูญเสียแคลเซียมเพิ่มขึ้น
  2. เลี่ยงการรับประทานอาหารรสเค็มจัด เนื่องจากมีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ เมื่อร่างกายได้รับโซเดียมจะทำให้ร่างกายขับน้ำออกทางปัสสาวะมากขึ้นและขับ แคลเซียมตามออกมาด้วย จึงทำให้การสูญเสียแคลเซียมจากร่างกายทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น
  3. เลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เช่น น้ำชา กาแฟ เนื่องจากมีส่วนประกอบของคาเฟอีน จะทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น
  4. เลี่ยงหรือลดการดื่มน้ำอัดลม เนื่องจากมีส่วนผสมของฟอสฟอรัสสูง โดยฟอสฟอรัสจะรวมตัวกับแคลเซียมในร่างกาย ทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดเสียสมดุล ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำแคลเซียมไปใช้ได้ตามปกติ จึงทำให้แคลเซียมในร่างกายลดลงได้
  5. หลีกเลี่ยงหรืองดการดื่มสุรา เนื่องจากแอลกอฮอล์จะขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมในร่างกาย และทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น
  6. หลีกเลี่ยงหรืองดสูบบุหรี่ เนื่องจากนิโคตีนในบุหรี่ขัดขวางการนำแคลเซียมไปใช้ ทำให้ร่างกายนำแคลเซียมไปใช้ได้ลดลง
  7. หลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคยาบางชนิด เช่น ยาลดกรดในกระเพาะอาหารที่มีส่วนผสมของอลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ ยาบางประเภท เช่น ยาสเตรียรอยด์ ยารักษาโรคเบาหวาน ยาป้องกันอาการชัก ฮอร์โมนธัยรอยด์ เฮพาริน มีผลทำให้การดูดซึมแคลเซียมในร่างกายลดลง และทำให้มีการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ความหนาแน่นของเนื้อกระดูกลดลงในที่สุด




From : http://www.bangkokbiznews.com/


วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2556

8 สุดยอดอาหารต้านโรคหัวใจ

8 สุดยอดอาหารต้านโรคหัวใจ


           

         โรค หัวใจ เป็นอีกโรคหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับเรื่องอาหารการกินค่อนข้างมาก ถ้าในแต่ละมื้อประกอบด้วยอาหารจาก 8 กลุ่มต่อไปนี้ ก็จะเป็นการช่วยป้องกันโรคหัวใจได้อีกทางหนึ่ง

           1.ปลาทะเล หรือปลาน้ำจืด ที่มีไขมัน (Oily Fish) เช่น ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาช่อน ปลาดุก จะมีกรดไขมันโอเมก้า 3 (EPA และDHA) อยู่ มาก ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับหลอดเลือด ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น และลดความเสี่ยงจากการอุดตันของหลอดเลือด

           2.ใช้น้ำมันพืชที่มีกรดไขมันไม่ อิ่มตัวตำแหน่งเดียวสูง เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว ประกอบอาหารแทนน้ำมันพืชที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง อย่างน้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม ก็จะช่วยลดคอเลสเตอรอลตัวร้าย (LDL-C) ลงได้ โดยที่ไม่ลดคอเลสเตอรอลตัวดี (HDL-C)

           3.ผัก ผลไม้หลากสี จะให้สารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก ช่วยป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นของ LDL-C ที่จะทำให้ผนังหลอดเลือดหนาตัวขึ้น จนเป็นสาเหตุของหลอดเลือดหัวใจตีบได้

           4.ไฟเบอร์ที่ได้จากธัญพืชที่ไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ข้าวสาลี รวมทั้งซีเรียลจากธัญพืชต่าง ๆ และขนมปังโฮลวีท จะช่วยให้หัวใจแข็งแรง และป้องกันความเสี่ยงจากโรคหัวใจวายได้มากกว่าไฟเบอร์จากผักผลไม้

           5.ถั่วเมล็ดแห้ง เช่น ถั่วลิสง อัลมอนด์ วอลนัท นอกจากมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียวค่อนข้างสูงที่ช่วยลด LDL-C แล้ว ยังมีกรดอะมิโนอาร์จินีนสูง ซึ่งช่วยเสริมสร้างการทำงานของหลอดเลือด และช่วยลดความดันเลือด

           6.วิตามินอีจากอาหารธรรมชาติ จะทำหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่าวิตามินอีในรูปอาหารเสริม  ช่วยป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นของ LDL-C จึง ช่วยลดความเสี่ยงของการอุดตันในผนังหลอดเลือดแดง อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินอี ได้แก่ อโวคาโด ผักสีเขียวแก่ ธัญพืชไม่ขัดสี และน้ำมันพืช โดยเฉพาะน้ำมันรำข้าว มีวิตามินอีถึง 2 กลุ่ม คือ โทโคฟีรอลและโทโคไตรอีนอล

           7.สมุนไพรและเครื่องเทศ เช่น กระเทียมสด จะมีสารอัลลิซิน ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด และสารแคปไซซินในพริก จะช่วยชะลอการเกาะตัวของลิ่มเลือด และเพิ่มการละลายลิ่มเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจวาย

           8.อาหารที่มี Plant Sterols หรือ Phytosterols สูง ได้แก่ ธัญพืชและถั่วต่าง ๆ เช่น งา จมูกข้าว เมล็ดทานตะวัน ถั่วพิสตาชิโอ รวมทั้งน้ำมันพืชบางชนิดอย่างน้ำมันรำข้าว ปริมาณเพียง 1 ช้อนโต๊ะจะมี Phytosterols สูงถึง 250 มิลลิกรัม ซึ่ง Phytosterols จะช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลในลำไส้เล็ก ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลรวมและ LDL-C ลดลง





ที่มา: นิตยสารลิซ่า

วันจันทร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2556

โปรแกรมการฝึกวิ่ง

โปรแกรมการฝึกวิ่ง 5 ด่านอรหันต์
.....ในบทความที่ผมจะกล่าวนี้ใช้ได้ทั้งนักวิ่งเพื่อ สุขภาพที่ดีและนักวิ่งเพื่อคุณภาพและชอบวิ่งแข่งขัน ถ้าเป็นนักวิ่งเพื่อสุขภาพก็ให้ฝึกแค่สองด่านก็เพียงพอแล้วนะครับ ส่วนนักวิ่งเพื่อคุณภาพและแข่งขันให้ฝึกทั้งห้าด่านนะครับ

ด่านที่ 1
การฝึกวิ่งยาวเพิ่ม ความอดทน (Long run) มีความจำเป็นมากจึงเป็นด่านบังคับ ฝึกให้มีความอดทนแข็งแกร่งเป็นพื้นฐานเสียก่อน เมื่อมีพลังแอโรบิคดีพอแล้วต่อไปจะฝึกวิ่งเร็วระยะสั้นได้ไม่ยาก แม้ว่าเป็นภาคบังคับเช่นนี้แล้ว หลาย ๆ ท่านพยายามจะเรียนลัดอยู่เสมอ ไม่ได้เห็นความสำคัญจริงจังนัก ซึ่งเป็นความผิดพลาดประการแรก สำหรับผู้ฝึกใหม่ ๆ ควรวิ่งเหยาะในอัตราเร็วที่พอพูดรู้เรื่อง ระยะทางสะสมสัปดาห์ละ 48 กม. แล้วค่อย ๆ เพิ่มสัปดาห์ละ 10 เปอร์เซนต์ จะได้ไม่บาดเจ็บ เป็นเวลา 6-8 สัปดาห์ โดยไม่ต้องมีการฝึกแบบแอนแอโรบิค(เช่น วิ่งเร็ว 100 ม. หรือ ยกน้ำหนักเป็นต้น) ผสมด้วยในด่านนี้ ขอให้วิ่งเหยวะยาวลูกเดียว

ด่านที่2
ฝึกวิ่งจังหวะเร็ว(Tempo Runs) เป็นการฝึกเร่งอัตราเร็วให้เพิ่มขึ้นบ้างเป็นการเตรียมเพื่อการฝึกอินเตอร์ วาลต่อไป ใช้ประกอบการฝึกวิ่งเหยาะยาวในด่านที่ 1 โดยออกวิ่งเหยาะไปสักพักหนึ่งอย่างที่เคยวิ่ง แล้วเร่งจังหวะให้เร็วขึ้นเป็นเวลา 15-20 นาที ก่อนที่จะวิ่งจังหวะช้าอีกพักหนึ่งจังหวะเร็วนั้นก็ไม่ใช่เร่งมากคือประมาณ ว่า ให้ช้ากว่าที่เคยวิ่ง 10 K ประมาณ 10-20 วินาทีต่อกม.


ด่านที่ 3
ฝึกวิ่งเขา(Hill Repeats) ฝึกวิ่งขึ้นเนินเขาที่ชันพอสมควร ระยะทางวิ่งมากสุด 400 ม.จากฐานถึงยอด ใช้เวลาแค่หนึ่งถึงหนึ่งนาทีครึ่งเป็นพอเป็นการวิ่งซ้ำโดยเมื่อวิ่งถึงยอด แล้วให้วิ่งเหยาะลงมาที่เก่าแล้วิ่งขึ้นไปอีกประมาณ 8 เที่ยว สัปดาห์ละครั้ง รวม 6 สัปดาห์ คนเริ่มใหม่ ๆ จะทำได้สัก 4 เที่ยวให้ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นครั้งละ 2 เที่ยวก็ใช้ได้


ด่านที่ 4
ฝึกเร่งความเร็ว(Fartlek) Fartlek เป็นภาษาสวีเดนแปลว่า" การฝึกเร่งความเร็วก็คล้ายกับฝึกอินเตอร์วาล ผิดกันตรงที่ไม่มีกฏเกณฑ์อะไรมาก แต่ก็ต้องทำให้ถูกต้องเช่น ในการวิ่งนานหนึ่งชั่วโมงอาจวิ่งเร็ว 3 นาที สลับวิ่งเหยาะ 2 นาที ในช่วง 30 นาทีกลางชั่วโมงที่วิ่งก็ได้ ฝึกแบบนี้สัปดาห์ละครั้งเป็นเวลา 4-6 สัปดาห์ โดยฝึกเป็นประจำยกเว้นในด่านที่ 1 ที่เป็นการวิ่งเหยาะอย่างเดียวสร้างความอดทนเท่านั้นที่จะไม่ฝึกเร่งความ เร็วเลย


ด่านที่ 5
ฝึกวิ่งอินเตอร์วาล(Intervals Training) โดยทั่วไปจะเริ่มฝึกวิ่งอินเตอร์วาลเมื่อเริ่มฤดูการแข่งขัน สำหรับนักวิ่งระยะยาวควรใช้การวิ่ง 800-3000 ม.ซ้ำ ๆ กันโดยมีช่วงวิ่งเหยาะหรือเดินสลับ 400 เมตรให้กำลังฟื้น ทำสัปดาห์ละครั้งเป็นเวลา 6-8 สัปดาห์ การฝึกวิ่งอินเตอร์วาลนิยมวิ่งในลู่เพราะกำหนดระยะทางได้แน่นอน แต่จะฝึกบนถนนที่วัดระยะทางได้ก็ไม่ผิดนะครับ

......คำแนะนำ ถ้าเราทนได้ดีแล้วอยากจะเพิ่มความหนักควรใช้วิธีลดระยะเวลาช่วงฟื้นกำลังจะ ปลอดภัยกว่าเพิ่มความเร็วของอินเตอร์วาลนะครับ นักวิ่งจะรู้สึกง่ายกว่า

......คำแนะนำอีกข้อ การฝึกอินเตอร์วาลคือเมื่อเริ่มฤดูแข่งขันให้วิ่งอินเตอร์วาลยาวแต่ใน ระหว่างแข่งขันให้ลดอินเตอร์วาลให้สั้นลงแต่เร็วขึ้น เป็นระยะที่ต้องการเพิ่มความเฉียบคมของการเร่งความเร็วอย่างมีประสิทธิผล

.......ก่อนบทความนี้จบให้เราพึงระลึกเสมอว่า การวิ่งเพื่อสุขภาพหรือการวิ่งเพื่อแข่งขัน จะต้องมีแผนการฝึกที่ถูกจังหวะเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดตรงเวลาที่มี การแข่งขันรายการนั้น พอดีเรียกว่า"จุดพลังสุดยอด(Peak)" นักวิ่งเต็งหนึ่งอาจจะแพ้ม้ามืดได้ไม่แปลก ด้วยเหตุผลที่ว่าวันแข่งขันอยู่ในจังหวะไม่ลงตัวกับแผนการฝึกซ้อม ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะรีบฝึกให้เสร็จถึงจุดพลังสุดยอดก่อนกำหนดการแข่งขัน ตั้งนาน เพราะเป็นกฏธรรมชาติที่สมรรถภาพสูงสุดมีแต่จะลดลงมา หาได้อยู่นานไม่ แม้จะฝึกซ้อมอยู่ก็ตามที สมรรถภาพทางกายมีการเปลี่ยนแปลงระดับประดุจคลื่นในทะเลย ย่อมสูงขึ้นและต่ำลงตามเวลาที่ผ่านไป เฉพาะนั้นเรา ๆ ท่าน ๆ จะต้องวางแผนฝึกให้Peak พอดีกับวันแข่งให้จงได้ ด้วยความขอบคุณครับ













จากหนังสือRunning โดย ศ.นพ.มรว.ธันยโสภาคย์ เกษมสันต์

วันจันทร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2556

เทคนิคการปรับสภาพร่างกายให้ผ่อนคลาย หลังออกกำลังมาอย่างหนัก

เทคนิคการปรับสภาพร่างกายให้ผ่อนคลาย หลังออกกำลังมาอย่างหนัก

เทคนิคการปรับสภาพร่างกายให้ผ่อนคลาย หลังออกกำลังมาอย่างหนัก


เทคนิคการปรับสภาพร่างกายหลังออกกำลังกาย


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

           เชื่อว่ามีหนุ่ม ๆ หลายคนที่หลังจากออกกำลังกายเสร็จแล้ว จะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าอย่างหนัก เนื่องจากร่างกายของคุณสูญเสียน้ำและพลังงานไปเป็นจำนวนมาก จนบางครั้งทำให้บางคนเกิดอาการกล้ามเนื้ออักเสบหรือเกิดอาการเวียนศีรษะได้ ฉะนั้นเพื่อป้องกันอาการเหล่านี้คุณจึงควรทำความรู้จักกับวิธีการผ่อนคลาย ตัวเองหลังจากออกกำลังกายกันสักหน่อยดีกว่าครับ

1. การยืดเส้นยืดสาย

          หลังจากที่คุณใช้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ มาอย่างหนัก หลังจากออกกำลังกายเสร็จแล้ว แทนที่จะหยุดทันที แต่ให้คุณค่อย ๆ ผ่อนแรงก่อนด้วยการยืดเส้นยืดสายเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อกันสักหน่อย ซึ่งคุณอาจจะใช้เวลาในขั้นตอนนี้สักประมาณ 30 นาที โดยใช้เวลาในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อแต่ละส่วนประมาณ 3-5  นาที จากนั้นคุณถึงค่อยเลิกเล่น เช่น คุณวิ่งบนลู่วิ่งไฟฟ้ามาได้ประมาณ 30 นาที และต้องการจะหยุดวิ่งแล้ว ก็ให้คุณปรับระดับความเร็วของเครื่องให้ช้าลง เพื่อให้ร่างกายค่อย ๆ ผ่อนแรงก่อนสักพักถึงค่อยหยุดวิ่ง ทั้งนี้เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้น

men
2. ดื่มน้ำหรือเกลือแร่

          คุณควรชั่งน้ำหนักก่อนออกกำลังเพื่อเอาไปเทียบกับน้ำหนักหลังออกกำลังกาย เสมอ เพื่อหาส่วนต่างของน้ำหนักที่หายไป และดื่มน้ำทดแทนให้เพียงพอ ซึ่งก่อนหน้านี้ หลาย ๆ คนมักจะคิดว่าน้ำหนักที่หายไปนั้นคือไขมัน แต่ความจริงแล้วก็คือน้ำในร่างกายนั่นเอง ฉะนั้น หลังออกกำลังกายคุณควรดื่มน้ำหรือเกลือแร่ให้ได้อย่างน้อย 75 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักที่หายไป เพื่อช่วยทดแทนปริมาณน้ำที่สูญเสียไปในระหว่างออกกำลังกาย

3. ทานโปรตีนเชค

          หลาย ๆ คนออกกำลังกายโดยมีจุดประสงค์เพื่อรักษาหุ่นให้มีรูปร่างดีอยู่เสมอ แต่บ่อยครั้งพบว่าหลังการออกกำลังกายคุณจะรู้สึกหิวมากกว่าเดิม ดังนั้น คุณควรหาสิ่งอื่นเพื่อชดเชยความหิวด้วยการทานโปรตีนเชค เช่น นำนมสดกับผลไม้มาปั่นรวมกัน หรือจะเลือกเป็นนมถั่วเหลืองปั่นกับช็อกโกแลตก็ได้ แล้วแต่ชอบ เพราะเครื่องดื่มชนิดนี้จะอุดมไปด้วยโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตที่จะทำให้ร่าง กายของคุณแข็งแรงขึ้น แถมยังช่วยทำให้อิ่มท้องไปได้ตลอดทั้งคืน โดยคุณควรดื่มโปรตีนเชคหลังจากออกกำลังกายเสร็จแล้วประมาณ 15-30 นาที ส่วนคนที่ไม่ชอบทานโปรตีนเชคนั้น อาจจะหันมาดื่มนมช็อกโกแลตร้อน ๆ สักแก้วแทนก็ได้ครับ


เทคนิคการปรับสภาพร่างกายหลังออกกำลังกาย

4. นวดกล้ามเนื้อ

         บางทฤษฎีบอกว่าไม่ควรจะนวดหลังออกกำลังกาย แต่บางทฤษฎีนั้นกลับพบว่าการนวดหลังออกกำลังกาย สามารถช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญบางท่านกล่าวว่า การนวดนั้น นอกจากจะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อแล้ว ยังช่วยลดพังผืดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นร่างกายของคุณควรอยู่ในสภาพที่พร้อม เพราะหากร่างกายคุณไม่แข็งแรงก็อาจจะเป็นการทำลายกล้ามเนื้อมากกว่าการผ่อน คลายก็ได้ นอกจากนี้การนวดยังส่งผลดีต่ออารมณ์ และช่วยปรับสภาพจิตใจของคุณให้สดใสขึ้นอีกด้วย

          ทั้ง นี้ทั้งนั้น ไม่ว่าคุณจะออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาชนิดใดก็ตาม คุณควรรู้จักวิธีดูแลร่างกายเอาไว้ด้วยเช่นกัน ดังนั้น หลังออกกำลังกายทุกครั้งก็ควรหาวิธีผ่อนคลายกล้ามเนื้อด้วย เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บต่าง ๆ ที่จะตามมา และนอกจากนี้ก็ควรรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ เพื่อทดแทนส่วนที่ร่างกายสูญเสียไปด้วย เพียงแค่นี้ร่างกายของคุณก็แข็งแรงสมบูรณ์ ปราศจากอาการบาดเจ็บมารบกวนแล้วล่ะ